⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1363/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1363/2551

ป.พ.พ. ม.572 · ป.วิ.แพ่ง ม.249, 271

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา (จำเลย) ยอมรับชำระราคาแทนการบังคับให้ส่งมอบทรัพย์สินตามคำพิพากษา ถือเป็นการสละสิทธิในการบังคับให้ส่งมอบทรัพย์สิน และเป็นการตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยปริยาย

ย่อคำพิพากษา

คดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลย (โจทก์คดีนี้) คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่จำเลย (โจทก์คดีนี้) หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคากับโจทก์ต้องชำระค่าเสียหายจำนวนหนึ่ง จำเลยไม่สามารถนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ เพราะโจทก์มีเจตนานำเอารถหลบหนี การที่จำเลยยอมรับเงินค่ารถยนต์ ค่าขาดประโยชน์ และค่าเสียหายจากโจทก์โดยที่จำเลยมิได้บอกปัดหรือทักท้วงให้โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนก่อน จึงหาเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตของโจทก์ตามที่จำเลยฎีกาไม่ และแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่า การที่จำเลยเลือกบังคับคดีโดยรับชำระราคาแทนการบังคับให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์ เป็นการสละสิทธิในการบังคับให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์คืนตามคำพิพากษา แม้สัญญาเช่าซื้อจะเลิกกันไปแล้วก็ตาม แต่การที่จำเลยยอมรับชำระราคารถยนต์ดังกล่าว ถือได้โดยปริยายว่า จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ รถยนต์คันพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยจึงมีหน้าที่โอนทะเบียนและส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.271 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.572

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.271 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.572 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า รถยนต์คันพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนรถยนต์พร้อมทั้งส่งสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนรถยนต์ยี่ห้อนิสสันหมายเลขทะเบียน 9 ท - 4935 กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ และให้ส่งมอบสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวแก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์คันที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์หรือไม่และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ผลคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ชำระหนี้สองรายการคือ คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่จำเลย หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคากับโจทก์ต้องชำระค่าเสียหายจำนวนหนึ่ง การบังคับคดีจำเลยต้องนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นอันดับแรก และยึดทรัพย์สินอื่นเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้เงินตามรายการหลังแต่จำเลยมิได้นำยึดรถยนต์ เพียงแต่นำยึดทรัพย์สินอื่นเพื่อหวังขายทอดตลาดชำระหนี้เงินซึ่งตามฎีกาของจำเลยยอมรับว่า จำเลยไม่สามารถนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ เพราะโจทก์มีเจตนานำเอารถหลบหนี ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การบังคับคดีให้โจทก์คืนรถยนต์นั้นสภาพแห่งหนี้ยังเปิดช่องให้กระทำได้ ทั้งยังไม่เป็นการพ้นวิสัย การที่จำเลยยอมรับเงินค่ารถยนต์ ค่าขาดประโยชน์ และค่าเสียหายจากโจทก์โดยที่จำเลยมิได้บอกปัดหรือทักท้วงให้โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนก่อน จึงหาเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตของโจทก์ตามที่จำเลยฎีกาไม่ และแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่า การที่จำเลยเลือกบังคับคดีโดยรับชำระราคาแทนการบังคับให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์ เป็นการสละสิทธิในการบังคับให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์คืนตามคำพิพากษา แม้สัญญาเช่าซื้อจะเลิกกันไปแล้วก็ตาม แต่การที่จำเลยยอมรับชำระราคารถยนต์ดังกล่าว ถือได้โดยปริยายว่า จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ รถยนต์คันพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยจึงมีหน้าที่โอนทะเบียนและส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำนั้น จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แม้จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาเห็นควรไม่รับวินิจฉัยให้ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1363/2551 นายเกษมพล พฤกษ์พัฒนพงศ์ โจทก์ บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเกษมพล พฤกษ์พัฒนพงศ์ · จำเลย - บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชวลิต ตุลยสิงห์ · สมศักดิ์ เนตรมัย · มนตรี ยอดปัญญา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสรรพวิทย์ ตูวิเชียร · ศาลอุทธรณ์ - นายสุนัย มโนมัยอุดม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.1689/2546

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 1561/2520ฎีกา 3231/2557ฎีกา 5332/2553ฎีกา 1083/2540ฎีกา 4549/2540ฎีกา 605/2511ฎีกา 14887/2551ฎีกา 1360/2544ฎีกา 991/2548ฎีกา 161/2507ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 960/2559ฎีกา 8444/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1165/2537ฎีกา 7732/2552
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา