⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 381/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 381/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต เจ้าของอาคารส่วนที่รุกล้ำย่อมเป็นเจ้าของอาคารส่วนนั้น และเจ้าของที่ดินที่ถูกรุกล้ำมีสิทธิเรียกค่าที่ดินส่วนที่ถูกรุกล้ำได้ แต่การพิพากษาให้ชำระค่าที่ดินดังกล่าวต้องไม่เกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยปลูกบ้านในที่ดินซึ่งเดิมเป็นของจำเลยแล้วต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินนั้น ทำให้บางส่วนของบ้านจำเลยรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทที่แบ่งแยกออกจากที่ดินดังกล่าว ซึ่งต่อมามีการโอนขายให้แก่โจทก์ เป็นกรณีไม่มีบทกฎหมายปรับแก่คดีได้โดยตรงจึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 และบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งที่จะปรับกับข้อเท็จจริงนี้ได้คือ ป.พ.พ. มาตรา 1312 เมื่อกรณีถือได้ว่าการรุกล้ำดังกล่าวเป็นไปโดยสุจริต จำเลยจึงเป็นเจ้าของบ้านส่วนที่รุกล้ำตามมาตรา 1312 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อถอน คงมีเพียงสิทธิเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าที่ดินส่วนที่จำเลยปลูกสร้างบ้านรุกล้ำ แต่การพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าที่ดินให้แก่โจทก์ได้หรือไม่นั้นจะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 142 ซึ่งห้ามมิให้ศาลพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่จะต้องด้วยกรณียกเว้น 6 ประการในบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องและมีคำขอบังคับในเรื่องนี้และกรณีก็ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามมาตรา 142 ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดค่าใช้ที่ดินแก่โจทก์ได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอ การที่โจทก์มิได้ฟ้องและมีคำขอบังคับแก่จำเลยในเรื่องนี้ ถือเป็นความผิดพลาดบกพร่องของโจทก์เอง โจทก์จะอ้างเอาความผิดพลาดบกพร่องดังกล่าวให้ศาลพิพากษาคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.4 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1312

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 68 หมู่ที่ 5 ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ส่วนที่รุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 28019 ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ของโจทก์ กับห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 68 หมู่ที่ 5 ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ส่วนที่รุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 28019 ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง บริเวณที่ระบายด้วยหมึกสีเหลืองตามแผนที่วิวาท กับห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า คดีมีประเด็นว่าจำเลยปลูกสร้างบ้านรุกล้ำที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 28019 จำเลยเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 68 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 10032 ติดกับที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันออกจำเลยปลูกสร้างบ้านดังกล่าวรุกล้ำที่ดินของโจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยรื้อถอนบ้านส่วนที่รุกล้ำแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยให้การว่า บ้านของจำเลยบางส่วนปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 28019 แต่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากเดิมที่ดินแปลงนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ต่อมาจำเลยยกให้บุตรสาวจำเลยโดยเสน่หา แต่บุตรสาวจำเลยประพฤติเนรคุณต่อจำเลยโดยขับไล่จำเลยออกจากที่ดินดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่ยอมออกไป บุตรสาวจำเลยได้สมคบกับโจทก์โอนที่ดินดังกล่าวโดยไม่มีการชำระเงินค่าตอบแทนให้แก่โจทก์เพื่อให้โจทก์ขับไล่จำเลยออกจากที่ดิน เมื่อโจทก์ดำเนินการเสร็จแล้วจะโอนที่ดินคืนให้บุตรสาวจำเลย จำเลยได้ฟ้องถอนคืนการให้ต่อศาลแล้วและหากบุตรสาวจำเลยต้องคืนที่ดินดังกล่าวให้จำเลย โจทก์ก็ไม่มีอำนาจบังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเนื่องจากจำเลยปลูกสร้างบ้านในที่ดินมาโดยสุจริตคำให้การของจำเลยดังกล่าวเห็นได้ว่าจำเลยได้กล่าวอ้างแล้วว่า บ้านของจำเลยมีบางส่วนปลูกสร้างรุกล้ำที่ดินพิพาทจริงแต่เป็นการปลูกโดยสุจริตเนื่องจากเดิมที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ต่อมาจำเลยยกที่ดินพิพาทให้บุตรสาวจำเลยโดยเสน่หา แต่บุตรสาวจำเลยได้สมคบกับโจทก์โอนที่ดินพิพาทให้โจทก์เพื่อให้โจทก์ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท คดีจึงมีประเด็นพิพาทว่า จำเลยปลูกสร้างบ้านรุกล้ำที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงชอบแล้วฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยต้องรื้อถอนบ้านส่วนที่รุกล้ำออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เดิมที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 28019 เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 10032 ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ซึ่งเป็นของจำเลย และจำเลยได้ปลูกบ้านบนที่ดินดังกล่าว ต่อมาจำเลยยกที่ดินทั้งแปลงให้นางสาวประเทืองและนางอำไพซึ่งเป็นบุตรสาวโดยเสน่หาจากนั้นนางสาวประเทืองและนางอำไพได้แบ่งแยกที่ดินที่จำเลยยกให้ออกเป็น 3 แปลง ทำให้บ้านของจำเลยส่วนหนึ่งรุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 28019 ซึ่งต่อมานางสาวประเทืองและนางอำไพขายที่ดินแปลงนี้ให้โจทก์ เห็นว่า กรณีตามข้อเท็จจริงแห่งคดีนี้ไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีได้ จึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 มาใช้บังคับโดยอาศัยเทียบกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยปลูกสร้างบ้านในที่ดินซึ่งเดิมเป็นของจำเลยแล้วต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินนั้น ทำให้บางส่วนของบ้านจำเลยรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทที่แบ่งแยกออกจากที่ดินดังกล่าวซึ่งต่อมามีการโอนขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ ถือได้ว่าการรุกล้ำดังกล่าวเป็นไปโดยสุจริต โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อถอน คงมีสิทธิเรียกค่าใช้ที่ดินเท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำบทกฎหมายดังกล่าวมาปรับใช้แก่คดีนี้จึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลูกสร้างบ้านรุกล้ำที่ดินของโจทก์ จึงมีคำขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนบ้านส่วนที่รุกล้ำออกไป มิได้ประสงค์ให้จำเลยใช้ค่าใช้ที่ดิน จึงมิได้มีคำขอดังกล่าวด้วย แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 มาปรับใช้แก่คดีนี้ ก็กำหนดให้จำเลยใช้ค่าใช้ที่ดินแก่โจทก์โดยโจทก์ไม่ต้องมีคำขอบังคับนั้น เห็นว่า แม้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าที่ดินส่วนที่จำเลยปลูกสร้างบ้านรุกล้ำตามมาตรา 1312 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยก็ตาม แต่การพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าที่ดินแก่โจทก์ได้หรือไม่นั้นต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ซึ่งห้ามมิให้ศาลพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่จะต้องด้วยกรณียกเว้น 6 ประการ เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องและมีคำขอบังคับในเรื่องนี้และกรณีก็ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามมาตรา 142 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ไม่อาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดใช้ค่าใช้ที่ดินแก่โจทก์ได้เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอ การที่โจทก์มิได้ฟ้องและมีคำขอบังคับแก่จำเลยในเรื่องนี้ถือเป็นความผิดพลาดบกพร่องของโจทก์เอง โจทก์จะอ้างเอาความผิดพลาดบกพร่องดังกล่าวให้ศาลพิพากษาคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิคู่ความที่จะไปว่ากล่าวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 381/2551 นายโฆษิต เอี่ยมระหงษ์ โจทก์ นายบุญธรรม ขาวประพันธ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายโฆษิต เอี่ยมระหงษ์ · จำเลย - นายบุญธรรม ขาวประพันธ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีระชาติ เอี่ยมประไพ · เรวัตร อิศราภรณ์ · ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 576/2540ฎีกา 163/2491ฎีกา 4884/2543ฎีกา 5732/2552ฎีกา 4810/2542ฎีกา 609/2526ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 1339/2499ฎีกา 5801/2538ฎีกา 2834/2527ฎีกา 4637/2567ฎีกา 3099/2524ฎีกา 10755/2551ฎีกา 2983/2549ฎีกา 6366/2538ฎีกา 8366/2557ฎีกา 8884/2543ฎีกา 2572/2541ฎีกา 4041/2542ฎีกา 6039/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 3474/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ