⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4005/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4005/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การหลอกลวงผู้อื่นด้วยการกล่าวเท็จเพื่อจูงใจให้ส่งมอบทรัพย์สิน เป็นความผิดฐานฉ้อโกง แม้กิจการที่อ้างถึงจะไม่มีข้อห้ามตามกฎหมาย แต่หากเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อหลอกลวง ผู้ถูกหลอกลวงย่อมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมโดยกล่าวเท็จชักชวนโจทก์ร่วมให้นำเงินไปซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารล่วงหน้ารายละ 2,000 บาท จากยอดเบี้ยเลี้ยงทหารที่สามารถเบิกจ่ายได้จริงรายละ 2,600 บาท ซึ่งความจริงจำเลยไม่สามารถนำเงินไปซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารและมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงแต่อย่างใด เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อตกลงซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารรวม 118 ราย และมอบเงินรวม 236,000 บาท ให้แก่จำเลยไป การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 เมื่อไม่ปรากฏว่ามีข้อห้ามการซื้อขายเบี้ยเลี้ยงทหาร ดังนั้น การซื้อขายเบี้ยเลี้ยงทหารที่จำเลยหลอกโจทก์ร่วมจึงไม่ใช่กิจการที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามแต่เป็นเพียงข้ออ้างของจำเลยเพื่อจูงใจให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและยินยอมมอบเงินให้จำเลย ซึ่งโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย การกระทำความผิดของจำเลยไม่สุจริตมุ่งเอาประโยชน์ในทรัพย์ของผู้อื่นเป็นเงินจำนวนมาก โดยจำเลยไม่ได้กระทำการใดที่แสดงว่าสำนึกผิดและมีเหตุอันควรปรานี แม้จำเลยจะไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวก็ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91 และขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 191,000 บาท แก่ผู้เสียหายและให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3542/2541 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา นางดาราธร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 3 กระทง คงจำคุก 18 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 191,000 บาท แก่ผู้เสียหาย สำหรับคำขอให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3542/2541 ของศาลชั้นต้นให้ยกเนื่องจากคดีดังกล่าวยังไม่มีคำพิพากษา จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2540 จำเลยได้ชักชวนโจทก์ร่วมว่าจำเลยสามารถซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารล่วงหน้าได้รายละ 2,000 บาท จากยอดเบี้ยเลี้ยงทหารรายละ 2,600 บาท โดยผู้เสียหายจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนรายละ 600 บาท และต้องแบ่งให้เจ้าหน้าที่การเงินของทหารรายละ 50 บาท โจทก์ร่วมตกลงและมอบเงินซื้อเบี้ยเลี้ยงให้แก่จำเลยไปจำนวน 100,000 บาท จำเลยได้จ่ายเงินผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่โจทก์ร่วมเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2540 เป็นเงิน 22,500 บาท และวันที่ 10 สิงหาคม 2540 เป็นเงิน 22,500 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 8 และ 10 สิงหาคม 2540 จำเลยได้ชักชวนโจทก์ร่วมให้ซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารล่วงหน้าอีกเช่นเดียวกัน โจทก์ร่วมตกลงมอบเงินซื้อเบี้ยเลี้ยงให้แก่จำเลยไปอีกจำนวน 24,000 บาท และ 112,000 บาท ตามลำดับ แต่จำเลยนำเงินดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว มิได้นำไปซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารแต่อย่างใด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ร่วมเข้าใจรายละเอียดเกี่ยวกับการซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารอย่างดีแล้วจากนางสุดสมพี่สาวว่ามีค่าใช้จ่ายและจัดสรรปันส่วนแบ่งกันอย่างไร จะเห็นได้ว่าโจทก์ร่วม นางสุดสมและจำเลยต่างแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันจากการซื้อเบี้ยเลี้ยงทหาร โดยจำเลยเป็นผู้ลงแรงและความสามารถ ส่วนโจทก์ร่วมเป็นผู้ออกเงิน เป็นการแสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบด้วยกฎหมายร่วมกันนั้น เห็นว่า การที่จำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมโดยกล่าวเท็จชักชวนโจทก์ร่วมให้นำเงินไปซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารล่วงหน้ารายละ 2,000 บาท จากยอดเบี้ยเลี้ยงทหารที่สามารถเบิกจ่ายได้จริงรายละ 2,600 บาท โดยในระยะเวลา 1 เดือน เมื่อหักเป็นค่าใช้จ่ายให้เจ้าหน้าที่การเงินของทหารรายละ 50 บาท แล้ว โจทก์ร่วมคงได้ผลประโยชน์ตอบแทนรายละ 550 บาท ซึ่งความจริงแล้วจำเลยไม่สามารถนำเงินไปซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารและมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงแต่อย่างใด เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อตกลงซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารรวม 118 ราย และมอบเงินรวม 236,000 บาท ให้แก่จำเลยไป การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และไม่ปรากฏว่ามีข้อห้ามการซื้อขายเบี้ยเลี้ยงทหารแต่อย่างใด ดังนั้น การซื้อขายเบี้ยเลี้ยงทหารตามที่จำเลยหลอกโจทก์ร่วม จึงไม่ใช่กิจการที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้าม แต่เป็นเพียงข้ออ้างของจำเลยเพื่อจูงใจให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและยินยอมมอบเงินให้จำเลย ซึ่งโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยโจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบาหรือรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นกำหนดโทษเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขและการกระทำความผิดของจำเลยไม่สุจริตมุ่งเอาประโยชน์ในทรัพย์ของผู้อื่นเป็นเงินจำนวนมาก โดยจำเลยไม่ได้กระทำการใดที่แสดงว่าสำนึกผิดและมีเหตุอันควรปรานี แม้จำเลยจะไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวก็ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4005/2551 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี โจทก์ นางดาราธร ถาวรวัฒนผล โจทก์ร่วม นางวรรณา คูณค้ำ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี · โจทก์ร่วม - นางดาราธร ถาวรวัฒนผล · จำเลย - นางวรรณา คูณค้ำ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มนูพงศ์ รุจิกัณหะ · ประทีป เฉลิมภัทรกุล · วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1332-1335/2511ฎีกา 1891/2500ฎีกา 180/2554ฎีกา 8080/2538ฎีกา 2303/2518ฎีกา 599/2532ฎีกา 6196/2534ฎีกา 5598/2540ฎีกา 633/2540ฎีกา 664/2520ฎีกา 3911/2568ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 6416/2541ฎีกา 4225/2559ฎีกา 2252/2560ฎีกา 11720/2555ฎีกา 2766/2546ฎีกา 16889/2555ฎีกา 1790/2521ฎีกา 6863/2543ฎีกา 5806/2534ฎีกา 1813/2531ฎีกา 45/2484
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ