⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4636/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4636/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อเวลาชำระหนี้มิได้กำหนดไว้ เจ้าหนี้ย่อมเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน และสิทธิเรียกร้องนั้นย่อมมีอายุความ 10 ปีนับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินโดยในสัญญากำหนดเรื่องการโอนไว้ว่า ผู้ขายจะโอนสิทธิให้ผู้ซื้อในภายหลังเมื่อผู้ซื้อต้องการให้โอน เป็นกรณีที่เวลาอันจะพึงชำระหนี้มิได้กำหนดลงไว้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคแรก สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงอาจบังคับได้ตั้งแต่วันทำสัญญา เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องบังคับตามสัญญาเกิน 10 ปีนับแต่วันทำสัญญา ฟ้องของโจทก์ย่อมขาดอายุความตามมาตรา 193/30 เมื่อโจทก์ไม่อาจฟ้องบังคับให้โอนตามสัญญาได้เพราะคดีขาดอายุความ จึงมีผลให้ไม่อาจขอเพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินระหว่างผู้ขายกับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมที่จำเลยที่ 2 โอนขายที่ดินต่อไปให้จำเลยที่ 3 ได้ และแม้จำเลยที่ 3 มิได้อุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นกรณีเกี่ยวกับการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษายกฟ้องไปถึงจำเลยที่ 3 ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.245 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.203

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนการให้ที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 4557 เล่ม 46 ข. หน้า 7 ตำบลอินคีรี อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างนายจุ้ยหรือจุ่ยกับจำเลยที่ 2 และเพิกถอนการขายที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 4557 เล่ม 46 ข. หน้า 7 ตำบลอินคีรี อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราชระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจุ้ย หรือจุ่ยไปจดทะเบียนนิติกรรมโอนขายที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 4557 เล่ม 46 ณ สำนักงานที่ดินอำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้แก่โจทก์ 2 ไร่ หากไม่ไปโอนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 หากไม่สามารถโอนที่ดินให้แก่โจทก์ได้ให้จำเลยทั้งสามและกองมรดกของนายจุ้ยร่วมกันใช้ราคาที่ดินจำนวน 400,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการให้ที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 4557 ระหว่างนายจุ้ยหรือจุ่ยกับจำเลยที่ 2 ให้เพิกถอนการขายที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 4557 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจุ้ยหรือจุ่ย ไปจดทะเบียนนิติกรรมโอนขายที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 4557 ณ สำนักงานที่ดินอำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้แก่โจทก์ เนื้อที่ 2 ไร่ หากไม่ไปโอนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2530 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตาม น.ส. 3 เลขที่ 353 ตำบลอินคีรี อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราชกับนายจุ้ยหรือจุ่ย โดยโจทก์ซื้อเพียงบางส่วนเนื้อที่ 2 ไร่ มีข้อสัญญาว่าจะจดทะเบียนโอนที่ดินให้เมื่อโจทก์แจ้งให้ดำเนินการโอน ต่อมาวันที่ 27 พฤษภาคม 2539 นายจุ้ยถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาการซื้อขาย มีข้อความว่า ผู้ขายจะโอนสิทธิให้แก่ผู้ซื้อในภายหลังเมื่อผู้ซื้อต้องการให้โอนแก่ผู้ซื้อ จึงเป็นกรณีเวลาอันจะพึงชำระหนี้มิได้กำหนดลงไว้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคแรก สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงอาจบังคับได้ตั้งแต่วันทำสัญญา คือวันที่ 23 มิถุนายน 2530 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 17 ธันวาคม 2541 เกินกำหนด 10 ปี จึงขาดอายุความตามมาตรา 193/30 โจทก์ไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามหนังสือสัญญาการซื้อขายได้ และย่อมมีผลให้ไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างนายจุ้ยกับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ตามฟ้องได้ และถือว่าเป็นกรณีเกี่ยวกับการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 3 จะมิได้อุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาถึงจำเลยที่ 3 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้ออื่นต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4636/2551 นายเฉลียว ตันติศักดิ์ โจทก์ จ่าสิบเอกสมบูรณ์ สัณฐมิตร ในฐานะผู้จัดการมรดกของ นายจุ้ยหรือจุ่ย สัณฐมิตรหรือสัณฐมิตร์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเฉลียว ตันติศักดิ์ · จำเลย - จ่าสิบเอกสมบูรณ์ สัณฐมิตร ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจุ้ยหรือจุ่ย สัณฐมิตรหรือสัณฐมิตร์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทองหล่อ โฉมงาม · ไพโรจน์ วายุภาพ · สมชาย พงษธา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นายชาญชัย สุนทรส · ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายทวี เนียมประดิษฐ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2455/2547

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 609/2526ฎีกา 2076/2542ฎีกา 1339/2499ฎีกา 1022/2551ฎีกา 7154/2551ฎีกา 425/2520ฎีกา 3350/2538ฎีกา 961/2566ฎีกา 5272/2544ฎีกา 361/2539ฎีกา 8735/2542ฎีกา 793/2507ฎีกา 780/2535ฎีกา 4041/2542ฎีกา 557/2493ฎีกา 2891/2537ฎีกา 8108/2542ฎีกา 1498/2548ฎีกา 4473/2541ฎีกา 3830/2524ฎีกา 1088/2533ฎีกา 9203/2547ฎีกา 5150/2552ฎีกา 1733/2498
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา