⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5514/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5514/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายสาหัส จะต้องมีคำฟ้องบรรยายให้ชัดแจ้งว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสอย่างไร และข้อเท็จจริงในทางพิจารณาต้องฟังได้ว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสนั้นจริง มิฉะนั้นศาลจะพิพากษาลงโทษเกินกว่าที่ฟ้องไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสอย่างไร อีกทั้งตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ซึ่งแนบมาท้ายคำฟ้องและถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องก็ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บถึงทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันแต่อย่างใดดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงในทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาทำร้าย ศาลจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินกว่าที่กล่าวในคำฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง คงลงโทษได้เพียงตาม ป.อ. มาตรา 295 เท่านั้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 69 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมชั้นสอบสวน และชั้นศาลเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) และให้คืนมีดพร้าของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยไปทวงเงินค่าหมูจำนวน 125 บาท จากนางทองนุ้ยเป็นไฝ ผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายไม่ให้จึงเกิดโต้เถียงกัน ผู้เสียหายหยิบมีดพร้าของกลาง จำเลยเข้าแย่งมีดพร้าจากผู้เสียหาย ต่อมาปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลที่บริเวณหน้าอก แขน และขา รายละเอียดบาดแผลตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหาย นายบุญมีหรือศรี และนางฉลวยพรือพิน เป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่าหลังจากผู้เสียหายกับจำเลยโต้เถียงกันแล้ว ผู้เสียหายหยิบมีดพร้าของกลางขึ้นมาจำเลยเข้าไปชกผู้เสียหายและแย่งมีดพร้าดังกล่าวไปจากผู้เสียหาย หลังจากนั้นได้ใช้มีดพร้าฟันไปที่ผู้เสียหายถูกที่บริเวณหน้าอก แขน และขา เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องกันและพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นญาติของจำเลย จึงไม่มีเหตุให้ระแวงว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย นอกจากนี้ยังได้ความจากร้อยตำรวจเอกณรงค์ พนักงานสอบสวน พยานโจทก์ว่า ในชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยว่าพยายามฆ่าผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพว่า จำเลยใช้มีดพร้าของกลางฟันผู้เสียหายหลายครั้ง ตามบันทึกคำให้การ ประกอบกับเมื่อพิจารณาตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ปรากฏว่าผู้เสียหายมีบาดแผลหลายแห่ง โดยเฉพาะบาดแผลฉีกขาดรุ่งริ่งที่แขนซ้ายลึกถึงกล้ามเนื้อยาว 25 เซนติเมตร ซึ่งก็สอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยขว้างมีดพร้าของกลางใส่ผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวนั้น ขัดต่อร่องรอยบาดแผลตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์จึงมีน้ำหนักน้อย พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยใช้มีดพร้าของกลางฟันผู้เสียหาย และได้ความว่าเมื่อจำเลยแย่งมีดพร้าของกลางจากผู้เสียหายแล้ว ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายจะทำร้ายจำเลยจึงไม่มีภัยอันจะเป็นการละเมิดต่อกฎหมายการที่จำเลยใช้มีดพร้าของกลางฟันผู้เสียหาย จึงไม่เป็นการป้องกัน ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำเลยเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยแล้ว และตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่มีเหตุอันควรรอการลงโทษจำคุก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับอันตรวยสาหัสอย่างไร อีกทั้งตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ซึ่งแนบมาท้ายคำฟ้องและถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องก็ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บถึงทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงในทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาทำร้าย ศาลจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินกว่าที่กล่าวในคำฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง คงลงโทษได้เพียงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ลงโทษจำคุก 8 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5514/2551 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ นายนัดหรืออนู อ่อนขวัญเพ็ชร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา · จำเลย - นายนัดหรืออนู อ่อนขวัญเพ็ชร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พีรพล พิยชวัฒน์ · ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว · พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 980/2484ฎีกา 10786/2557ฎีกา 1146/2502ฎีกา 721-722/2491ฎีกา 270/2488ฎีกา 3729/2543ฎีกา 9474/2552ฎีกา 216/2479ฎีกา 1267/2479ฎีกา 2093/2529ฎีกา 212/2487ฎีกา 1727/2498ฎีกา 1716/2524ฎีกา 80/2487ฎีกา 9559/2552ฎีกา 1450/2529ฎีกา 5211/2540ฎีกา 1842/2500ฎีกา 7520/2555ฎีกา 917/2520ฎีกา 6471/2537ฎีกา 3889/2551ฎีกา 357-358/2535ฎีกา 988/2551
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ