⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 9753/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9753/2551

ป.พ.พ. ม.369

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาแฟรนไชส์เป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ตามสัญญา อีกฝ่ายหนึ่งย่อมมีสิทธิไม่ชำระหนี้ของตน และหากฝ่ายที่ผิดสัญญาก่อนเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา ก็จะเรียกค่าเสียหายจากอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

สัญญาแฟรนไชส์มีข้อตกลงที่ให้โจทก์นำเงินมาลงทุนประกอบการร้านแฟมิลี่มาร์ทโดยใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของจำเลย โจทก์เป็นผู้ประกอบการร้านแฟมิลี่มาร์ทและรับผิดชอบต่อลูกจ้างของตนในฐานะนายจ้าง โดยโจทก์จะต้องโอนเงินรายได้จากการขายสินค้าให้จำเลยและจำเลยจะจ่ายเงินปันผลกำไรประจำเดือนและเงินส่วนแบ่งกำไรสะสมให้โจทก์ สัญญาแฟรนไชส์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 369 โจทก์ผิดสัญญาไม่ส่งเงินรายได้จากการขายให้จำเลย โดยที่สัญญาแฟรนไชส์ที่โจทก์ทำกับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อโจทก์ไม่ชำระหนี้ตามสัญญาแก่จำเลยก่อน โจทก์จะมาขอให้จำเลยส่งร้านให้โจทก์เข้าครอบครองไม่ได้ เมื่อจำเลยไม่ส่งมอบร้าน โจทก์จะอ้างเป็นเหตุบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยไม่ได้เช่นเดียวกัน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.369

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.369 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า ขอให้ศาลบังคับจำเลยใช้เงินจำนวน 9,090,304 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2539 โจทก์ทำสัญญาแฟรนไชส์กับจำเลย โดยจำเลยให้โจทก์เข้าประกอบการค้าร้านจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคภายใต้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการแฟมิลี่มาร์ทของจำเลย โจทก์ต้องดำเนินกิจการตามระเบียบวิธีการ จัดทำรายงานการเงิน บัญชีรับจ่ายและการส่งเงินที่ได้จากการจำหน่ายสินค้าตามรูปแบบที่จำเลยกำหนด ในวันเดียวกันนายภิญญะทำบันทึกเข้าร่วมดำเนินกิจการร้านแฟมิลี่มาร์ทกับโจทก์ โดยรับผิดต่อจำเลยร่วมกับโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยอ้างว่าโจทก์ผิดสัญญาแฟรนไชส์ และในวันที่ 8 สิงหาคม 2540 จำเลยบอกเลิกสัญญาแฟรนไชส์กับโจทก์ เข้าครอบครองร้านแฟมิลี่มาร์ทและฟ้องโจทก์ให้ชดใช้ค่าเสียหาย ต่อมาศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญากับโจทก์โดยไม่มีหนังสือแจ้งเตือนให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาให้ถูกต้องก่อน เป็นการเลิกสัญญามิชอบด้วยข้อตกลงในสัญญาแฟรนไชส์กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยและโจทก์ได้สมัครใจเลิกสัญญาแฟรนไชส์กันโดยปริยาย คดีถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาฎีกาที่ 6556/2545 โจทก์จึงกลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า การที่สัญญาแฟรนไชส์ระหว่างโจทก์และจำเลยยังไม่เลิกกัน โจทก์จะอาศัยเหตุที่เกิดขึ้นใหม่บอกเลิกสัญญากับจำเลยได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญาแฟรนไชส์มีข้อตกลงที่ให้โจทก์นำเงินมาลงทุนประกอบการร้านแฟมิลี่มาร์ทโดยใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของจำเลย โจทก์เป็นผู้ประกอบการร้านแฟมิลี่มาร์ทและรับผิดชอบต่อลูกจ้างของตนในฐานะนายจ้าง โดยโจทก์จะต้องโอนเงินรายได้จากการขายสินค้าให้จำเลยและจำเลยจะจ่ายเงินปันผลกำไรประจำเดือนและเงินส่วนแบ่งกำไรสะสมให้โจทก์ สัญญาแฟรนไชส์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 กำหนดว่า ในสัญญาต่างตอบแทน คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้ก็ได้ ในข้อที่ว่าระหว่างโจทก์และจำเลยมีการประพฤติผิดสัญญาหรือไม่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยในคดีนี้ว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายละเลยไม่ส่งเงินรายได้ตามสัญญาแฟรนไชส์ ข้อ. 15.5 ให้จำเลย โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนนี้ จึงเป็นยุติว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่ส่งเงินรายได้จากการขายให้จำเลย โดยที่สัญญาแฟรนไชส์ที่โจทก์ทำกับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนดังที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้ว เมื่อโจทก์ไม่ชำระหนี้ตามสัญญาแก่จำเลยก่อน โจทก์จะมาขอให้จำเลยส่งร้านให้โจทก์เข้าครอบครองไม่ได้ เมื่อจำเลยไม่ส่งมอบร้าน โจทก์จะอ้างเป็นเหตุบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยย่อมไม่ได้เช่นเดียวกัน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา แม้โจทก์จะมีหนังสือบอกเลิกสัญญาถึงจำเลยก็หามีผลเป็นการบอกเลิกสัญญาตามกฎหมายไม่ แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียนั้นชอบด้วยเหตุและผลแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญากับจำเลยแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในข้ออื่นอีกต่อไป พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9753/2551 นางกัลปังหา ทิยาเวศ โจทก์ บริษัทสยามแฟมิลี่มาร์ท จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางกัลปังหา ทิยาเวศ · จำเลย - บริษัทสยามแฟมิลี่มาร์ท จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เอกชัย ชินณพงศ์ · สุวัฒน์ วรรธนะหทัย · พินิจ บุญชัด
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายจุมพล ภิญโญสินวัฒน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำทก.(ป)56/2549

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2923/2525ฎีกา 5459/2537ฎีกา 2467/2526ฎีกา 1561/2529ฎีกา 2983/2549ฎีกา 1627/2505ฎีกา 2750/2519ฎีกา 377/2536ฎีกา 3517/2531ฎีกา 13705/2556ฎีกา 1002/2509ฎีกา 1025/2538ฎีกา 4564/2543ฎีกา 8543/2544ฎีกา 1325/2506ฎีกา 279/2513ฎีกา 3711/2533ฎีกา 1376/2512ฎีกา 5255/2539ฎีกา 8534/2542ฎีกา 3052/2528ฎีกา 8258/2538ฎีกา 3234/2516ฎีกา 2658-2663/2568
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา