คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1062/2552
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลอื่นโต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดิน แม้ที่ดินนั้นจะไม่มีหลักฐานแสดงสิทธิก็ตาม ถือว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของผู้อ้างสิทธิครอบครองแล้ว ผู้อ้างสิทธิครอบครองจึงชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลเพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยและคุ้มครองสิทธิของตนได้
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยได้ยื่นเรื่องราวขอรังวัดออกโฉนดที่พิพาท อ้างว่าเป็นของจำเลย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ ถือว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 แม้ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ไม่มีหลักฐานแสดงสิทธิก็ตาม ประกอบกับโจทก์ขอให้บังคับจำเลยและบริวารมิให้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทด้วย หากโจทก์ชนะคดีศาลย่อมมีอำนาจบังคับตามคำขอของโจทก์ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ โดยโจทก์และบรรดาพี่น้องได้ร่วมกันซื้อมาจากนางตรึบ เมื่อปี 2512 และเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวเรื่อยมา จนถึงปลายปี 2518 โจทก์จึงซื้อที่ดินดังกล่าวทั้งหมดจากพี่น้องและครอบครองทำประโยชน์เป็นของโจทก์เองทั้งหมด เมื่อประมาณปลายปี 2550 จำเลยได้ยื่นเรื่องราวขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของโจทก์ทั้งแปลง อ้างว่าเป็นที่ดินของจำเลยซึ่งได้รับมรดกตกทอดมา และห้ามไม่ให้โจทก์เข้าเกี่ยวข้องในที่ดิน อันเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องเป็นของโจทก์ โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง
ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า ที่ดินตามคำฟ้องเป็นที่ดินที่ไม่มีหลักฐานแสดงสิทธิ ไม่มีกฎหมายรับรองให้ศาลสั่งแสดงสิทธิครอบครอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำฟ้องของโจทก์ถือว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องอ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยได้ยื่นเรื่องราวขอรังวัดออกโฉนดที่พิพาททั้งแปลง อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับตามคำฟ้องของโจทก์ เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ ถือว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาล โดยทำเป็นคำฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบกับโจทก์ขอให้บังคับจำเลยและบริวารมิให้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทด้วย หากโจทก์ชนะคดีศาลย่อมมีอำนาจบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"
พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1062/2552
นายช่วง หวังดี โจทก์
นางยุทธ บุตรโสภา จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายช่วง หวังดี · จำเลย - นางยุทธ บุตรโสภา |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อิศเรศ ชัยรัตน์ · ชัยวุฒิ โลหชิตานนท์ · ไมตรี ศรีอรุณ |
| แหล่งที่มา | เนติบัณฑิตยสภา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา