⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1635/2552

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1635/2552

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์แต่ละคน ต้องพิจารณาแยกกันตามสิทธิเฉพาะตัวของแต่ละคน.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ทั้งสามร่วมกันฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีเดียวกันเพราะโจทก์ทั้งสามมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 แต่โจทก์ที่ 1 อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของ ม. บิดาโจทก์ที่ 1 เมื่อ ม. ถึงแก่ความตายที่ดินเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ที่ 1 ต่อมาโจทก์ที่ 1 แบ่งที่ดินออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 เนื้อที่ 9 ไร่ 93 ตารางวา ราคาประมาณ 45,000 บาท โจทก์ที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ ส่วนที่ 2 เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน 53 ตารางวา ราคาประมาณ 40,000 บาท โจทก์ที่ 1 โอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ที่ 2 และส่วนที่ 3 เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 39 ตารางวา ราคาประมาณ 40,000 บาท โจทก์ที่ 1 โอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ที่ 3 หลังจากนั้นโจทก์ทั้งสามขอออกโฉนดที่ดินแต่ละส่วนของแต่ละคน เป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนต่างครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามส่วนที่แต่ละคนขอรังวัดออกโฉนด อันเป็นการที่โจทก์แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตามมาตรา 55 การพิจารณาทุนทรัพย์ว่าต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง จึงต้องพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน โจทก์ทั้งสามฎีกาขอให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไปเท่านั้น จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้าย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.59 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.224

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า นายมามะ บิดาโจทก์ที่ 1 ได้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินตามหลักฐานใบแจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินเลขที่ 76 หมู่ที่ 4 ตำบลตุยง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี โดยถางป่า ทำนาเกลือ ปลูกมะพร้าวและเลี้ยงกุ้งเมื่อปี 2540 นายมามะถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 1 ได้รับมรดกต่อมา ปี 2543 โจทก์ที่ 1 แบ่งที่ดินออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 เนื้อที่ 9 ไร่ 93 ตารางวา ราคาประมาณ 45,000 บาท โจทก์ที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ ส่วนที่ 2 เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน 53 ตารางวา ราคาประมาณ 40,000 บาท โจทก์ที่ 1 โอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ที่ 2 และส่วนที่ 3 เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 39 ตารางวา ราคาประมาณ 40,000 บาท โจทก์ที่ 1 โอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ที่ 3 ตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 หลังจากนั้นโจทก์ทั้งสามขอออกโฉนดที่ดินแต่ละส่วนของแต่ละคน ตามใบไต่สวน หน้าสำรวจ 3656, 3657 และ 3658 ตามลำดับ ตามสำเนาใบไต่สวน (น.ส.5) เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 จำเลยทั้งสี่ได้ยื่นคำคัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่จำเลยทั้งสี่มีสิทธิครอบครองทำให้เจ้าพนักงานที่ดินยกเลิกการออกโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่โจทก์ทั้งสาม ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามตามส่วน ห้ามจำเลยทั้งสี่กระทำการใดอันเป็นการขัดสิทธิของโจทก์ทั้งสามตามส่วน จำเลยทั้งสี่ให้การว่า เดิมที่ดินพิพาทตั้งอยู่หมู่ที่ 4 แต่ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นหมู่ที่ 7 และหมู่ที่ 8 ตำบลตุยง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ตามลำดับ มีนายสอเหาะครอบครองทำประโยชน์โดยทำนา ปลูกมะพร้าวและปลูกบ้านอยู่อาศัย ต่อมาปี 2485 นายสอเหาะถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของนายสาแม บิดาจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 และนายมามะ บิดาจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 นายสาแมและนายมามะเข้าครอบครองทำประโยชน์เป็นสัดส่วนจนกระทั่งนายสาแมและนายมามะถึงแก่ความตายจำเลยทั้งสี่ได้ครอบครองทำประโยชน์ ตามสัดส่วนของแต่ละคน ต่อมามีน้ำทะเลท่วมในที่ดินพิพาททำให้มะพร้าวที่นายสะแมและนายมามะปลูกตายเกือบทั้งหมดและที่ดินเป็นดินเค็มและดินเปรี้ยว จำเลยทั้งสี่จึงปักเสาคอนกรีตและกั้นรั้วลวดหนามเพื่อใช้เลี้ยงสัตว์โจทก์ทั้งสามไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและโจทก์ทั้งสามใช้สิทธิไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางแมะนะ ทายาทของจำเลยที่ 4 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ทั้งสาม ให้คืนค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามชอบหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ทั้งสามเข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทร่วมกันโดยไม่สามารถแบ่งแยกการครอบครองเป็นสัดส่วนจึงสามารถถือราคาที่ดินรวมกันได้ เมื่อที่ดินพิพาทมีราคา 125,000 บาท คดีโจทก์ทั้งสามจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสามร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคู่ความในคดีเดียวกันเพราะโจทก์ทั้งสามมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงข้ออ้างที่โจทก์ทั้งสามยกขึ้นเป็นหลักแห่งข้อหา โจทก์ที่ 1 อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายมามะ บิดาโจทก์ที่ 1 เมื่อนายมามะถึงแก่ความตาย ที่ดินดังกล่าวเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ที่ 1 เมื่อปี 2543 โจทก์ที่ 1 แบ่งที่ดินดังกล่าวออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 เนื้อที่ 9 ไร่ 93 ตารางวา ราคาประมาณ 45,000 บาท โจทก์ที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ ส่วนที่ 2 เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน 53 ตารางวา ราคาประมาณ 40,000 บาท โจทก์ที่ 1 โอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ที่ 2 และส่วนที่ 3 เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 39 ตารางวา ราคาประมาณ 40,000 บาท โจทก์ที่ 1 โอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ที่ 3 ตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 หลังจากนั้นโจทก์ทั้งสามขอออกโฉนดที่ดินแต่ละส่วนของแต่ละคน ตามใบไต่สวน หน้าสำรวจ 3656,3657 และ 3658 ตามลำดับ ตามสำเนาใบไต่สวน (น.ส.5) เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนต่างครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามส่วนที่แต่ละคนขอรังวัดออกโฉนด อันเป็นการที่โจทก์แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 การพิจารณาทุนทรัพย์ว่าต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จึงต้องพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน โจทก์ทั้งสามจะถือราคาที่ดินทั้งแปลงเป็นทุนทรัพย์พิพาทในชั้นอุทธรณ์หาได้ไม่ เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์สำหรับโจทก์แต่ละคนไม่เกิน 50,000 บาท และโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่า โจทก์ที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อจากนายมามะบิดาโจทก์ที่ 1 ส่วนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากนายมามะ โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น อนึ่ง คดีนี้โจทก์ทั้งสามฎีกาเฉพาะเพียงขอให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไปเท่านั้น จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) แต่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา 3,125 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลที่เกินให้แก่โจทก์ทั้งสาม" พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1635/2552 นายยูโซะ หะยีการเจร์ กับพวก โจทก์ นายยูโซะหรือยูโซ๊ะ สอเหาะ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายยูโซะ หะยีการเจร์ กับพวก · จำเลย - นายยูโซะหรือยูโซ๊ะ สอเหาะ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์ · บุญรอด ตันประเสริฐ · สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2505/2524ฎีกา 681/2506ฎีกา 4410/2528ฎีกา 2563/2543ฎีกา 8903/2553ฎีกา 1679/2540ฎีกา 1168/2520ฎีกา 3007/2525ฎีกา 2834/2527ฎีกา 6072/2538ฎีกา 932/2523ฎีกา 5894/2541ฎีกา 6057/2541ฎีกา 1459/2539ฎีกา 1574/2498ฎีกา 1521/2549ฎีกา 57/2530ฎีกา 1913/2534ฎีกา 1002/2509ฎีกา 8444/2538ฎีกา 6455/2538ฎีกา 7549/2538ฎีกา 1948/2520ฎีกา 1783/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา