คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3728/2552
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าพนักงานมีหน้าที่ดำเนินการตามคำขอจดทะเบียนภาระจำยอมโดยไม่ต้องตรวจสอบสภาพความเป็นจริง และการกระทำของเจ้าพนักงานดังกล่าวไม่ถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้อง
ย่อคำพิพากษา
การที่บิดาโจทก์และจำเลยที่ 1 ไปยื่นขอจดทะเบียนภาระจำยอม เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 2 จะต้องดำเนินการให้ตามคำขอจดทะเบียนโดยไม่มีหน้าที่ไปตรวจดูสภาพความเป็นจริง การกระทำของเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2
ส่วนจำเลยที่ 3 นั้น บิดาโจทก์ยินยอมลงชื่อจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินให้จำเลยที่ 1 ก็เพื่อหลอกธนาคารก็คือจำเลยที่ 3 กลับแสดงว่าบิดาโจทก์เสียอีกเป็นฝ่ายโต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 3 โดยร่วมกับจำเลยที่ 1 หลอกจำเลยที่ 3 เพื่อให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงิน เมื่อจำเลยที่ 3 มิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ จำเลยที่ 4 ซึ่งกระทำตามที่จำเลยที่ 3 ว่าจ้างจึงมิได้โต้แย้งสิทธิโจทก์เช่นกัน
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้มีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมเรื่องภาระจำยอมระหว่างนายพัฒน์ กับจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ใช้คำสั่งศาลแสดงเจตนาแทนกับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 และพิพากษายกฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โต้แย้งสิทธิของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า บิดาโจทก์และจำเลยที่ 1 ไปยื่นขอจดทะเบียนภาระจำยอม ดังนั้น เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 2 จะต้องดำเนินการให้ตามคำขอจดทะเบียนโดยไม่มีหน้าที่ไปตรวจดูสภาพความเป็นจริง การกระทำของเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2
ส่วนจำเลยที่ 3 ได้ความตามคำฟ้องของโจทก์ว่า บิดาโจทก์ยินยอมลงชื่อจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินให้จำเลยที่ 1 ก็เพื่อหลอกธนาคารก็คือจำเลยที่ 3 แสดงว่าบิดาโจทก์เสียอีกเป็นฝ่ายโต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 3 โดยร่วมกับจำเลยที่ 1 หลอกจำเลยที่ 3 เพื่อให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงิน เมื่อจำเลยที่ 3 มิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ จำเลยที่ 4 ซึ่งกระทำตามที่จำเลยที่ 3 ว่าจ้างจึงมิได้โต้แย้งสิทธิโจทก์เช่นกัน ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นนี้ 2,000 บาท แทนจำเลยที่ 2 ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นพับ.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3728/2552
พันตำรวจโทประสิทธิ์ ปิ่นเพชรพงศ์ โจทก์
นางสุพรรัตน์ บุญญาปฏิภา กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พันตำรวจโทประสิทธิ์ ปิ่นเพชรพงศ์ · จำเลย - นางสุพรรัตน์ บุญญาปฏิภา กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ศิริชัย วัฒนโยธิน · ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล · กีรติ กาญจนรินทร์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดไชยา - นายเรวัติ จุลชาตินันท์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายภาณุวัฒน์ ศุภะพันธุ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | พ.1592/2550 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา