⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4691/2552

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4691/2552

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเพิกถอนการโอนทรัพย์สินที่ขายทอดตลาดตามวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูประบบสถาบันการเงินจะกระทำไม่ได้ และบุคคลใดๆ ไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าวได้

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดอาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งถูกระงับการดำเนินกิจการตาม พ.ร.ก. การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 ซึ่งตามมาตรา 31 จัตวา บัญญัติว่า การเพิกถอนการโอนทรัพย์สินที่ขายตามวิธีการที่กำหนดในมาตรา 30 ทวิ จะกระทำไม่ได้ โจทก์หรือบุคคลใดๆ จึงไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนการโอน รวมทั้งไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอันเป็นที่มาของการโอนทรัพย์สินรายนี้ได้ กรณีจึงไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้พิพากษาว่าการประมูลทรัพย์สินดังกล่าวเป็นโมฆะ และขอให้เปิดประมูลใหม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เดิมโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์พิพาท โจทก์ได้โอนกรรมสิทธิ์เพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยมีเงื่อนไขว่าโจทก์สามารถซื้อคืนได้ แต่โจทก์ไม่ได้ซื้อคืนภายในเวลาที่กำหนดไว้ จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ต่อมาจำเลยที่ 2 ถูกระงับการดำเนินกิจการแล้วมาอยู่ภายใต้การดูแลของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีหน้าที่รวบรวมทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระบัญชีตามกฎหมาย ต่อมาโจทก์เสนอราคาซื้อทรัพย์แบบเฉพาะเจาะจง โดยยื่นซองประมูลราคาตามวันเวลาและสถานที่ที่จำเลยที่ 1 กำหนด และดำเนินการประมูลทรัพย์สินตามระเบียบและวิธีการขายตามหลักเกณฑ์ทุกประการ พร้อมกับวางเงินประกันการเสนอซื้อจำนวน 400,000 บาท แต่เมื่อโจทก์ไปยังสถานที่ประมูลทรัพย์ของจำเลยที่ 1 พบว่ามีเพียงป้ายประกาศว่า ทรัพย์สินที่โจทก์ประสงค์จะประมูลอยู่ในอันดับที่ 38 แต่ไม่มีการประมูลโดยไม่ทราบเหตุผล ครั้นโจทก์สืบทราบว่าจะมีการประมูลโจทก์จึงไปขอประมูลแต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แจ้งว่าโจทก์หมดสิทธิประมูล และเมื่อโจทก์เข้าไปสถานที่ประมูลก็พบว่ามีการสมรู้ร่วมกันฉ้อฉล (ฮั้วกัน) ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่สุจริต ทำให้โจทก์เสียหายต้องเสียสิทธิในการประมูลอาคารพาณิชย์ที่ตนครอบครองไป ขอให้ศาลพิพากษาว่าการประมูลทรัพย์สินดังกล่าวที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ประมูลเป็นโมฆะ และขอให้เปิดประมูลใหม่ตามวิธีการที่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ให้การว่า การขายทรัพย์สินเพื่อชำระบัญชีของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไอทีเอฟ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการได้ดำเนินการไปตามวิธีการที่คณะกรรมการของจำเลยที่ 1 กำหนดไว้ และมีการประกาศตามระเบียบและกฎหมายโดยชอบแล้ว แต่โจทก์ปฏิบัติไม่ครบถ้วน โจทก์เพียงแต่เสนอราคาซื้อในราคาที่ต่ำกว่าราคากลาง คือ 7,860,375 บาท ตามที่จำเลยที่ 1 กำหนด และโจทก์ไม่ได้ร่วมในขั้นตอนการประมูลแข่งขันราคาดังกล่าว ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขัดแย้งกันเอง อีกทั้งโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์มิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนหลักเกณฑ์ตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 กล่าวคือ โจทก์มิได้ยื่นคำคัดค้านภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายและตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้บัญญัติชัดแจ้งในมาตรา 30 จัตวา ว่าการเพิกถอน การโอนทรัพย์สินที่ขายตามวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา 30 ทวิ มิอาจกระทำได้ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า การประมูลขายทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 นั้น กระทำโดยชอบตามขั้นตอนและตามกฎหมายแล้ว ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม มิได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 3 กระทำการอย่างไรที่ไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้มีการขอเพิกถอนการขายทอดลาดดังกล่าว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่พิพาท จำเลยที่ 3 ประมูลซื้อทรัพย์สินในคดีนี้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โดยชอบด้วยกฎหมาย จะมีการฮั้วกันระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 หรือไม่อย่างไร จำเลยที่ 3 ไม่ทราบ และไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องหรือสมรู้ร่วมคิดด้วยอีกทั้งสามีของจำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้มีเพื่อนเป็นกรรมการเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 ย่อมได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายในฐานะเป็นบุคคลภายนอกโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 3 และไม่มีสิทธิขอให้ศาลพิพากษาให้การประมูลขายทรัพย์สินคดีนี้เป็นโมฆะหรือขอให้ศาลเพิกถอนการประมูล เพราะหากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ก็สามารฟ้องเรียกค่าเสียหายเอาจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 โดยตรง ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้จำหน่ายคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว ศาลชั้นต้นงดสืบพยานจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 แล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหรือไม่ เห็นว่า ตามหมายเหตุท้ายพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 ระบุเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ว่ามีความจำเป็นจะต้องแก้ไขปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจของชาติอย่างรวดเร็วและจำเป็นต้องเร่งรัดให้มีการระดมเงินทุน เพื่อเสริมสร้างสภาพคล่องให้เกิดการหมุนเวียนทางการเงินในระบบเศรษฐกิจและสำหรับสถาบันการเงินที่ไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ให้องค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงินเข้าควบคุมเพื่อชำระบัญชีต่อไปซึ่งในการชำระบัญชีจำเป็นต้องขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินนั้นเพื่อมิให้เป็นอุปสรรคในการดำเนินการจำเป็นต้องมีมาตรการเป็นพิเศษผ่อนคลายจากกรณีปกติทั่วไปเพื่อให้องค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงินสามารถดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายให้แล้วเสร็จได้รวดเร็วเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อทรัพย์สินอันเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจ จากเหตุผลดังกล่าวแสดงว่าการขายทอดตลาดอาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ซึ่งดำเนินการโดยจำเลยที่ 1 เพื่อชำระบัญชีต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงินซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ เมื่อกฎหมายดังกล่าวในมาตรา 31 จัตวา บัญญัติว่าการเพิกถอนการโอนทรัพย์สินที่ได้ขายตามวิธีที่กำหนดไว้ในมาตรา 30 ทวิ จะกระทำไม่ได้ โจทก์หรือบุคคลใดๆ จึงไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนการโอนรวมทั้งไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอันเป็นที่มาของการโอนทรัพย์รายนี้ด้วย กรณีจึงไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4691/2552 นายประวิทย์ เงินแย้ม โจทก์ องค์การเพื่อการปฏิรูประบบ สถาบันการเงิน (ปรส.) กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายประวิทย์ เงินแย้ม · จำเลย - องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ตรีวุฒิ สาขากร · พิทักษ์ คงจันทร์ · เฉลียว พลวิเศษ
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 673/2526ฎีกา 1812/2506ฎีกา 1281-1283/2493ฎีกา 704/2522ฎีกา 1029/2519ฎีกา 1565/2543ฎีกา 2618/2526ฎีกา 1218/2534ฎีกา 5280/2544ฎีกา 73-74/2506ฎีกา 2765/2548ฎีกา 2368/2523ฎีกา 1025/2487ฎีกา 1971/2494ฎีกา 789/2515ฎีกา 513/2546ฎีกา 7577/2538ฎีกา 1112/2535ฎีกา 1035/2519ฎีกา 1173/2497ฎีกา 1083/2536ฎีกา 768/2518ฎีกา 2498/2550ฎีกา 2126/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ