คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 596/2552
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีเพื่อเรียกค่าปรับและค่าภาษีอากรที่ขาดอันเนื่องมาจากการสำแดงราคาเท็จตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ต้องบังคับตามอายุความ 10 ปีที่กำหนดไว้ในมาตรา 10 วรรคสาม โดยไม่สามารถนำอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 (2) มาใช้บังคับได้
ย่อคำพิพากษา
ฎีกาของจำเลยทั้งสามที่ว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามรับผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 เพื่อให้ได้ค่าปรับและค่าภาษีอากรที่ขาดอันเนื่องมาจากการสำแดงราคาเท็จ ซึ่งตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะแล้วในมาตรา 10 วรรคสาม ให้มีอายุความ 10 ปี จึงต้องถือเอาอายุความตามนั้น จะเทียบเคียงใช้อายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 (2) มิได้ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้น 10 ปี แล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวมาแล้ว และยังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแนวคำวินิจฉัยเดิม ฎีกาของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา ม.95 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.10 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม.219 คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 มาตรา 16, 17 พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2490 มาตรา 3 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และขอให้จ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับ
จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันกระทำผิดจำนวน 12 กรรม ให้ปรับแต่ละกรรมเป็นเงินสี่เท่าของราคาสินค้าที่รวมค่าอากรแล้ว เป็นเงิน 24,697,756 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิด จำนวน 16 กรรม ให้ปรับแต่ละกรรมเป็นเงินสี่เท่าของราคาสินค้าที่รวมค่าอากรแล้ว เป็นเงิน 33,828,124 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่มิให้กักขังจำเลยที่ 3 เกิน 2 ปี กับให้จ่ายเงินรางวัลร้อยละยี่สิบจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 5, 7, 9
จำเลยทั้งสามอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยทั้งสามฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสามที่ว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามรับผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 เพื่อให้ได้ค่าปรับและค่าภาษีอากรที่ขาดอันเนื่องมาจากการสำแดงราคาเท็จ ซึ่งตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะแล้วในมาตรา 10 วรรคสาม ให้มีอายุความ 10 ปี จึงต้องถือเอาอายุความตามนั้น จะเทียบเคียงใช้อายุความตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95 (2) มิได้ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนด 10 ปี แล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวมาแล้ว และยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแนวคำวินิจฉัยเดิม ฎีกาของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา
จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 596/2552
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์
บริษัทเอ็ฟ เอ็น ซี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - บริษัทเอ็ฟ เอ็น ซี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อิศเรศ ชัยรัตน์ · สถิตย์ ทาวุฒิ · พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายสุเมธ อุปนิสากร · ศาลอุทธรณ์ - นายโชติช่วง ทัพวงศ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา