คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8281/2552
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตราในกฎหมายที่บัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด โดยมิได้ระบุวรรคมาด้วยนั้น ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามฟ้อง ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายที่บัญญัติไว้ได้ แม้จะรวมถึงวรรคที่ไม่ได้ระบุในฟ้องด้วยก็ตาม
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ก็สามารถยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้
ย่อคำพิพากษา
รายการในฟ้องส่วนที่เป็นคำขอท้ายฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) ระบุแต่เพียงให้อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดเท่านั้น หาได้บังคับว่าต้องระบุวรรคมาด้วยไม่ ดังนั้น แม้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ในเวลากลางคืน ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 339 โดยไม่ได้ระบุวรรคมาด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังฟ้อง ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง ได้ มิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอ
ปัญหาดังกล่าวแม้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น แต่ก็เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องว่า ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ให้คืนเงิน 1,900 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 484/2550 ของศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง จำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 484/2550 ของศาลจังหวัดมีนบุรี คำขออื่นให้ยก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า เมื่อในคำขอท้ายฟ้องโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นวรรคไหน แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะลงโทษจำเลยตามมาตรา 339 วรรคแรกเท่านั้น การลงโทษจำเลยตามมาตรา 339 วรรคสอง จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง เห็นว่า ฎีกาของจำเลยข้อนี้มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้นแต่ก็เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 สำหรับปัญหาที่จำเลยฎีกา เห็นว่า รายการในฟ้องส่วนที่เป็นคำขอท้ายฟ้องนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ระบุแต่เพียงให้อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดเท่านั้น หาได้บังคับว่าจะต้องระบุว่าวรรคใดด้วยไม่ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนแล้วว่าจำเลยชิงทรัพย์ผู้เสียหายในเวลากลางคืน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง และข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตรงตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ตามนั้น มิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอดังที่จำเลยฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8281/2552
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์
นายอธิปหรือเบียร์ ปุยะติ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นายอธิปหรือเบียร์ ปุยะติ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พิทักษ์ คงจันทร์ · ตรีวุฒิ สาขากร · เฉลียว พลวิเศษ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญา - นางประทุมพร กำเหนิดฤทธิ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | อ.4758/2551 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา