⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8779/2552

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8779/2552

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินตาม ป.ที่ดิน มาตรา 83 วรรคหนึ่ง คือผู้ที่จะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ในที่ดินนั้นจากการจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน และอาจฟ้องร้องบังคับให้มีการจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนได้ตามสิทธิของตน

ย่อคำพิพากษา

ผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินอันอาจจะฟ้องร้องให้บังคับให้มีการจดทะเบียน หรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนตาม ป.ที่ดิน มาตรา 83 วรรคหนึ่ง หมายถึงผู้ที่จะได้ประโยชน์ตามสิทธิใดๆ ของตนในที่ดินนั้น และอาจจะฟ้องร้องให้บังคับให้มีการจดทะเบียนหรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินได้ตามสิทธิใดๆ ที่ตนมีอยู่และอาจจะเสียประโยชน์ในที่ดินหากมีการจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนอย่างหนึ่งอย่างใดในที่ดินนั้นก่อนที่จะไปฟ้องร้องให้บังคับให้มีการจดทะเบียน หรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนตามสิทธิของตน ผู้มีส่วนได้เสียที่มีสิทธิขออายัดที่ดินตาม ป.ที่ดินดังกล่าวจึงไม่จำต้องเป็นผู้มีสิทธิเสมือนหนึ่งผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 และไม่จำต้องมีส่วนได้เสียผูกพันกับที่ดินโดยตรง ทั้งไม่จำต้องฟ้องร้องเอาที่ดินเป็นของตนเองหรือฟ้องร้องให้ศาลบังคับให้ทำการจดทะเบียน หรือให้เปลี่ยนแปลงทางทะเบียนโดยตรง และคำพิพากษาก็ไม่จำต้องบังคับให้มีการจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนโดยตรงตามที่โจทก์ฎีกา หากคำขอและผลของคำพิพากษานั้นบังคับให้กระทำการใดอันจะนำไปสู่การจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนในที่ดินที่ขออายัดแล้ว ก็ย่อมอยู่ในบังคับบทบัญญัติตามมาตรา 83 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.ที่ดิน ที่ว่า "อันอาจจะฟ้องบังคับให้มีการจดทะเบียนหรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน" ในกรณีของห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องนำเงิน ทรัพย์สิน หรือแรงงานมาลงหุ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1026 ส่วนกำไรก็ดีส่วนขาดทุนก็ดีของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนย่อมเป็นไปตามส่วนที่ลงหุ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1044 เมื่อหุ้นส่วนเลิกกันและมีการชำระบัญชีจะต้องนำสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนมาชำระหนี้ค้างชำระแก่บุคคลภายนอก ชดใช้เงินทดรองและค่าใช้จ่ายซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนได้ออกของตนไปเพื่อจัดการค้าของห้าง และคืนทุนทรัพย์ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคนได้ลงเป็นหุ้นถ้ายังมีทรัพย์สินอยู่อีกเท่าไรก็ให้เฉลี่ยแจกเป็นกำไรในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1062 ดังนั้น การฟ้องร้องขอให้เลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชี ผลของคำพิพากษาที่ให้เลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชีจึงอาจมีผลให้ต้องมีการจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินอันเป็นสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและคำพิพากษานั้นเองผู้เป็นหุ้นส่วนจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะขออายัดที่ดินของห้างหุ้นส่วนเพื่อไปฟ้องร้องขอให้เลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชีได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.83 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1025 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1026 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1044 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1062 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1300

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 เพิกถอนคำสั่งอายัดที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าสินไหมทดแทนนับแต่วันฟ้องอีกวันละ 3,000 บาท เป็นต้นไปจนกว่าจะมีการเพิกถอนคำสั่งอายัด จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายอิศนุวัฒน์ และนางวิชนี เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ โจทก์ประกอบกิจการโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ และมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ตั้งโรงเรียนตามโฉนดที่ดินพิพาทรวม 12 แปลง โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเข้าเป็นหุ้นส่วนตามสัญญาหุ้นส่วนเอกสารหมาย จ. 19 จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทกรมในรัฐบาล เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2541 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขออายัดที่ดินพิพาททั้ง 12 แปลง ตามคำขออายัดเอกสารหมาย จ. 22 หรือ ล. 1 นายมณฑล เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่งอายัดที่ดินพิพาททั้ง 12 แปลง ไว้มีกำหนด 60 วัน และแจ้งคำสั่งอายัดให้โจทก์ทราบ ในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้ยื่นฟ้องโจทก์ตามสำเนาคำฟ้องเอกสารหมาย จ. 25 หรือ ล. 2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กับนายมณฑลทำละเมิดต่อโจทก์และจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่ เห็นว่า ผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินอันอาจจะฟ้องร้องให้บังคับให้มีการจดทะเบียนหรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 83 วรรคหนึ่ง หมายถึงผู้ที่จะได้ประโยชน์ตามสิทธิใด ๆ ของตนในที่ดินนั้นและอาจจะฟ้องร้องให้บังคับให้มีการจดทะเบียนหรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินได้ตามสิทธิใด ๆ ที่ตนมีอยู่ และอาจจะเสียประโยชน์ในที่ดินหากมีการจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนอย่างหนึ่งอย่างใดในที่ดินนั้นก่อนที่จะไปฟ้องร้องให้บังคับให้มีการจดทะเบียน หรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนตามสิทธิของตน ผู้มีส่วนได้เสียที่มีสิทธิขออายัดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินดังกล่าวจึงไม่จำต้องเป็นผู้มีสิทธิเสมือนหนึ่งผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 และไม่จำต้องมีส่วนได้เสียผูกพันกับที่ดินโดยตรง ทั้งไม่จำต้องฟ้องร้องเอาที่ดินเป็นของตนเองหรือฟ้องร้องให้ศาลบังคับให้ทำการจดทะเบียนหรือให้เปลี่ยนแปลงทางทะเบียนโดยตรง และคำพิพากษาก็ไม่จำต้องบังคับให้มีการจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนโดยตรงตามที่โจทก์ฎีกา หากคำขอและผลของคำพิพากษานั้นบังคับให้กระทำการใดอันจะนำไปสู่การจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนในที่ดินที่ขออายัดแล้ว ก็ย่อมอยู่ในบังคับบทบัญญัติตามมาตรา 83 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายที่ดินที่ว่า "อันอาจจะฟ้องบังคับให้มีการจดทะเบียนหรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน" ในกรณีของห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องนำเงิน ทรัพย์สิน หรือแรงงานมาลงหุ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1026 ส่วนกำไรก็ดี ส่วนขาดทุนก็ดีของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนย่อมเป็นไปตามส่วนที่ลงหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1044 เมื่อหุ้นส่วนเลิกกันและมีการชำระบัญชีจะต้องนำสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนมาชำระหนี้ค้างชำระแก่บุคคลภายนอก ชดใช้เงินทดรองและค่าใช้จ่ายซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนได้ออกของตนไปเพื่อจัดการค้าของห้าง และคืนทุนทรัพย์ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคนได้ลงเป็นหุ้น ถ้ายังมีทรัพย์สินอยู่อีกเท่าไร ก็ให้เฉลี่ยแจกเป็นกำไรในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1062 ดังนั้น การฟ้องร้องขอให้เลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชี ผลของคำพิพากษาที่ให้เลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชีจึงอาจมีผลให้ต้องมีการจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินอันเป็นสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและคำพิพากษานั้นเอง ผู้เป็นหุ้นส่วนจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะขออายัดที่ดินของห้างหุ้นส่วนเพื่อไปฟ้องร้องขอให้เลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชีได้ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับกันว่า โจทก์ทำสัญญาหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 1 และนางสุมณฑาภริยาของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาหุ้นส่วนเอกสารหมาย จ. 19 ตามพฤติการณ์ที่โจทก์ยินยอมให้นางสุมณฑาดูแลวางระบบและตรวจสอบบัญชีโดยไม่ได้จ่ายค่าจ้างให้ โจทก์เคยมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 นำที่ดินโรงเรียนไปขายให้แก่บุคคลภายนอกโดยระบุในหนังสือมอบอำนาจว่าจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วน และโจทก์เคยทำหนังสือให้นางสุมณฑาตรวจสอบบัญชีโรงเรียนโดยระบุว่านางสุมณฑาเป็นหุ้นส่วน ทั้งนางสุมณฑาก็ได้แจ้งความให้ดำเนินคดีแก่นางสาววิลาวรรณครูคนหนึ่งในโรงเรียนที่มีหลักฐานว่าทุจริตในฐานะเป็นหุ้นส่วน พฤติการณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 กับภริยาที่แสดงออกต่อกันและต่อบุคคลภายนอกบ่งชี้ว่าเป็นหุ้นส่วนและสมัครใจที่จะผูกพันกันในฐานะหุ้นส่วนตามสัญญาหุ้นส่วนดังกล่าว จำเลยที่ 1 ย่อมเข้าใจโดยสุจริตว่าตนเองเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งและมีสิทธิต่าง ๆ ในฐานะเป็นหุ้นส่วน แม้ว่าผลของคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องเลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชีนั้นจะพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 จะเป็นหุ้นส่วนหรือไม่ก็ตาม การที่จำเลยที่ 1 ไปขออายัดที่ดินพิพาทอันเป็นสินทรัพย์ของหุ้นส่วนไว้ก่อนเพื่อไปฟ้องร้องให้เลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชี จึงเป็นการกระทำเพื่อป้องกันส่วนได้เสียในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินทรัพย์ของหุ้นส่วนโดยสุจริตและมีเหตุสมควร ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 จงใจหรือประมาทเลินเล่อตามความหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จำเลยที่ 1 จึงมิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น ตามคำขออายัดที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ. 22 จำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกันซื้อกิจการโรงเรียนและที่ดินพิพาท ประสงค์จะขออายัดที่ดินพิพาทเพื่อไปฟ้องร้องเลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชี โดยแนบสัญญาหุ้นส่วนมาด้วย เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินรับคำขออายัดแล้วมีการตรวจสอบคำขอและหลักฐานสัญญาหุ้นส่วนแล้ว หลักฐานและการสอบสวนข้อเท็จจริงในเบื้องต้นย่อมเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนและประสงค์จะฟ้องเลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชี จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 83 ที่จะขออายัดได้ และมีการทำความเห็นขึ้นมาตามลำดับชั้น นายมณฑลเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตจึงได้รับอายัดที่ดินพิพาทไว้ตามความเห็นดังกล่าวมีกำหนด 60 วัน ซึ่งเป็นไปตามระเบียบแบบแผนของทางราชการชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์นำสืบไม่ได้ว่านายมณฑลรับอายัดโดยไม่สุจริตหรือกลั่นแกล้งให้โจทก์ต้องเสียหายแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงถือมิได้ว่านายมณฑลทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้ออื่น ๆ ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาได้ ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8779/2552 บริษัทอินทีวร กรุ๊ป จำกัด โจทก์ นายธงชัย เจษฎาสมุทร กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทอินทีวร กรุ๊ป จำกัด · จำเลย - นายธงชัย เจษฎาสมุทร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สิทธิชัย รุ่งตระกูล · พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา · กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 265/2534ฎีกา 916/2509
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ