⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 944/2552

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 944/2552

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำบอกเล่าของผู้ตายขณะรู้สึกว่าใกล้จะตายว่าจำเลยเป็นคนทำให้ตนตาย เป็นพยานบอกเล่าที่รับฟังได้ตามข้อยกเว้น แต่รับฟังได้เพียงว่าผู้ตายระบุชื่อจำเลยเป็นคนร้ายจริงเท่านั้น มิใช่รับฟังว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดจริง และต้องใช้ประกอบกับพยานหลักฐานอื่น

ย่อคำพิพากษา

คำกล่าวขณะผู้ตายที่บอกให้ทราบว่าจำเลยเป็นคนทำให้ตนตายในขณะที่รู้สึกตัวว่าใกล้จะตาย เป็นเหตุที่เข้าข้อยกเว้นให้รับฟังพยานบอกเล่าเป็นพยานหลักฐานได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) แต่คำบอกเล่าของผู้ตายดังกล่าวรับฟังได้แต่เพียงว่า ผู้ตายได้ระบุชื่อจำเลยเป็นคนร้ายเช่นนั้นจริง มิได้หมายความว่าจะต้องรับฟังว่าจำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย เพราะผู้ตายอาจเห็นหรือจำผิดพลาดหรือมีอุปทานก็เป็นได้ ความผิดพลาดอาจมีขึ้นได้ การระบุชื่อคนร้ายของผู้ตายจึงเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งที่ใช้ประกอบพยานหลักฐานอื่นให้มีน้ำหนักมั่นคงยิ่งขึ้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยใช้อาวุธปืนชนิดและขนาดไม่ปรากฏชัดยิงนายทรหรือแอ จำนวน 1 นัด โดยเจตนาฆ่า กระสุนปืนถูกนายทรหรือแอที่บริเวณด้านหลังเป็นเหตุให้นายทรหรือแอได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายเพราะบาดแผลดังกล่าว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นพี่ชายของผู้ตาย ก่อนเกิดเหตุจำเลยกับผู้ตายเคยทะเลาะกันเรื่องทดน้ำเข้านาข้าว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายบุญธรรม นายธรนินทร์และจ่าสิบตำรวจสมควร เบิกความทำนองเดียวกันว่า หลังจากผู้ตายถูกยิงแล้ว ผู้ตายได้บอกพยานทั้งสามว่าคนร้ายคือจำเลย ขณะนั้นผู้ตายมีอาการบาดเจ็บสาหัส และรู้ตัวว่าใกล้จะถึงแก่ความตาย เห็นว่า คำกล่าวขณะผู้ตายที่บอกให้ทราบว่าจำเลยเป็นคนทำให้ตนตายในขณะที่รู้สึกตัวว่าใกล้จะตาย จึงเป็นเหตุเข้าข้อยกเว้นให้รับฟังพยานบอกเล่าเป็นพยานหลักฐานได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) แต่คำบอกเล่าของผู้ตายดังกล่าวรับฟังได้แต่เพียงว่า ผู้ตายได้ระบุชื่อจำเลยเป็นคนร้ายเช่นนั้นจริง แต่มิได้หมายความว่าจะต้องรับฟังว่าจำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย เพราะผู้ตายอาจเห็นหรือจำผิดพลาดหรือมีอุปทานก็เป็นได้ ความผิดพลาดอาจมีขึ้นได้ การระบุชื่อคนร้ายของผู้ตายเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งที่ใช้ประกอบพยานหลักฐานอื่นให้มีน้ำหนักมั่นคงยิ่งขึ้น พยานโจทก์ในที่เกิดเหตุไม่มีใครเห็นว่าจำเลยเป็นคนร้าย หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนเก็บตัวอย่างเขม่าดินปืนที่นิ้วมือจำเลยส่งไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าไม่พบธาตุสำคัญที่เกิดจากการยิงปืนที่มือของจำเลย และเจ้าพนักงานตำรวจก็ตรวจค้นไม่พบอาวุธปืนได้จากจำเลย ทั้งก่อนเกิดเหตุจำเลยกับผู้ตายไม่มีเรื่องทะเลาะวิวาทอย่างร้ายแรงถึงขนาดเป็นเหตุให้ต้องฆ่ากันตาย ลำพังคำบอกเล่าของผู้ตายเพียงปากเดียวว่าจำเลยเป็นคนยิง แม้จะฟังว่าพูดในขณะรู้สึกตัวว่าจะตายก็ไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 944/2552 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย โจทก์ นายแดง คำเปี้ย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย · จำเลย - นายแดง คำเปี้ย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร · สถิตย์ ทาวุฒิ · อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา