⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 11229/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11229/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องโดยวินิจฉัยเพียงประเด็นอำนาจฟ้อง โดยยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี หากต่อมาโจทก์นำพยานหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่าตนมีอำนาจฟ้อง และฟ้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว การฟ้องคดีใหม่ในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีเดิมจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

ย่อคำพิพากษา

คดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ เพราะว่า ม. ไม่มีอำนาจมอบอำนาจให้บุคคลผู้มีชื่อลงนามในสัญญาขายทรัพย์สิน จึงเป็นการยกฟ้องเกี่ยวกับอำนาจฟ้องโดยยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่โจทก์ยกขึ้นอ้างอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในการฟ้องคดีว่ามีอยู่จริงหรือไม่ แต่ฟ้องโจทก์คดีนี้โจทก์ได้นำพยานหลักฐานที่แสดงว่า ม. ได้รับคำสั่งแต่งตั้งเป็นเลขาธิการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินมาแสดงต่อศาลอันแสดงว่า ม. มีอำนาจมอบอำนาจ และสัญญาขายทรัพย์สินเป็นสัญญาที่ชอบ การที่โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาขายทรัพย์สินในฐานะเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสาม จึงไม่ใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.306 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.680 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.987

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขอวงเงินสินเชื่อประเภทขายลดเช็คกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในวงเงิน 5,000,000 บาท มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 นำเช็คสั่งจ่ายเงินฉบับละ 500,000 บาท 500,000 บาท 400,000 บาท 400,000 บาท 1,200,000 บาท และ 800,000 บาท รวม 3,800,000 บาท ไปขายลดให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยตกลงว่าหากผู้ซื้อไม่อาจรับเงินตามเช็คได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดชดใช้เงินตามเช็คให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมดอกเบี้ยทันที เมื่อครบกำหนดชำระเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งหกฉบับ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังทำสัญญาขายลดเช็คและนำเช็ค 1 ฉบับ สั่งจ่ายเงิน 250,000 บาท ไปขายลดให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีนคร จำกัด มีข้อตกลงว่าหากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีนคร จำกัด ไม่ได้รับเงินตามเช็คที่รับซื้อไว้ ผู้ขายต้องรับผิดใช้หนี้เงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ย ทั้งนี้ โดยจำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อครบกำหนดชำระเงินธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีนคร จำกัด องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเข้าควบคุมและดำเนินการแทน รวมทั้งขายทรัพย์สินเพื่อชำระบัญชีของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ทั้งสองแห่งดังกล่าวโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 โจทก์เป็นผู้ซื้อสินทรัพย์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ทั้งสองแห่งดังกล่าวได้ ตามสัญญาขายระหว่างโจทก์กับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน รวมถึงสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้เดิมมีต่อจำเลยทั้งสามตามเช็ค 7 ฉบับ เป็นต้นเงิน 4,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยด้วย โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสาม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 8,410,641.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,050,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ในประเด็นเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 13509/2545 ของศาลชั้นต้น ซึ่งมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นฟ้องซ้ำขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามในคดีนี้เป็นมูลหนี้เดียวกันกับมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 13509/2545 ของศาลชั้นต้น โดยเป็นการฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ตามเช็คทั้งเจ็ดฉบับ เป็นต้นเงิน 4,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งโจทก์อ้างว่ารับโอนหนี้มาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีนคร จำกัด โดยอาศัยสัญญาขายระหว่างองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินกับโจทก์ และคดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องโดยโจทก์ไม่อุทธรณ์ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คำพิพากษาคดีเดิมที่ยกฟ้องโจทก์เป็นเพียงการวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเท่านั้น จึงยังไม่ถือว่าเป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี อันจะทำให้การฟ้องคดีนี้ของโจทก์เป็นการฟ้องซ้ำในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คำฟ้องโจทก์จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 13509/2545 ของศาลชั้นต้น มีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขอวงเงินสินเชื่อประเภทขายลดเช็คกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม แล้วจำเลยที่ 1 นำเช็คมาขายลดตามสัญญากับจำเลยที่ 1 นำเช็คมาขายลดให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีนคร จำกัด โดยจำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ซึ่งจำเลยทั้งสามจะต้องร่วมกันรับผิดตามสัญญาดังกล่าวหรือไม่ อันเป็นประเด็นเดียวกับที่พิพาทกันในคดีนี้ ส่วนการที่โจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ดังกล่าวมาโดยชอบหรือไม่นั้น เป็นข้อที่จะแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีสิทธินำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวหรือไม่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในคดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่านายมนตรี ไม่มีอำนาจมอบอำนาจให้บุคคลผู้มีชื่อลงนามในสัญญาขายทรัพย์สิน จึงเป็นการยกฟ้องเกี่ยวกับอำนาจฟ้องโดยยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่โจทก์ยกขึ้นอ้างอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในการฟ้องคดีว่ามีอยู่จริงหรือไม่ แต่ฟ้องโจทก์คดีนี้โจทก์ได้นำพยานหลักฐานที่แสดงว่านายมนตรีได้รับคำสั่งแต่งตั้งเป็นเลขาธิการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินมาแสดงต่อศาลอันแสดงว่านายมนตรีมีอำนาจมอบอำนาจ และสัญญาขายทรัพย์สินเป็นสัญญาที่ชอบ ที่โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาขายทรัพย์สินในฐานะเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสาม จึงไม่ใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษายกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11229/2553 บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายวิชญ์ วิชิตสงคราม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) · จำเลย - นายวิชญ์ วิชิตสงคราม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์ · นพวรรณ อินทรัมพรรย์ · ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 2409/2551ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 3219/2534ฎีกา 1889/2511ฎีกา 4549/2540ฎีกา 8680/2551ฎีกา 861/2540ฎีกา 1084/2539ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา