⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 11713/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11713/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
บริษัทที่ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างและได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ถือว่าเลิกกันโดยผลของกฎหมาย และความเป็นนิติบุคคลสิ้นสุดลง เว้นแต่จะมีการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้กลับคืนสู่สถานะเดิม ผู้ชำระบัญชีเท่านั้นที่มีอำนาจดำเนินการแทนบริษัทที่เลิกแล้ว

ย่อคำพิพากษา

ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ป.พ.พ. มาตรา 1246 อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเพิกถอนทะเบียนบริษัทร้างยังมีผลใช้บังคับอยู่ จึงต้องใช้บทบัญญัติดังกล่าวบังคับแก่คดี เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่านายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดเชียงใหม่ได้ขีดชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างและได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา บริษัทโจทก์จึงเป็นอันเลิกกัน ความเป็นนิติบุคคลของโจทก์ย่อมสิ้นไปโดยผลของกฎหมายก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ โดยโจทก์ ผู้ถือหุ้น หรือเจ้าหนี้ของโจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดเชียงใหม่กลับจดชื่อโจทก์ให้คืนเข้าสู่สถานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 1246 (6) ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่สามารถมอบอำนาจให้ ย. อดีตกรรมการของโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ แม้มาตรา 1249 จะบัญญัติว่า ห้างหุ้นส่วนก็ดี บริษัทก็ดี แม้จะได้เลิกกันแล้ว ก็ให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีก็ตาม ก็เป็นการตั้งอยู่เพื่อการชำระบัญชี และการแก้ต่างว่าต่างในนามของโจทก์ย่อมเป็นอำนาจของผู้ชำระบัญชีตามมาตรา 1259 (1) เท่านั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1246 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1259

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 239,131,652 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 223,802,700 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนเพิ่มอีก 6,576,525 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 5,527,425 บาท นับแต่วันที่ 8 เมษายน 2542 เป็นต้นไป กับของต้นเงิน 1,049,100 บาท นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ กำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เดิมโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 980, 982, 7151, 7152 ตำบลต้นเปา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 13 ไร่ 1 งาน 72 ตารางวา, 1 ไร่ 3 งาน 86.50 ตารางวา, 10 ไร่ 50 ตารางวา และ 10 ไร่ 1 งาน 17 ตารางวา ตามลำดับ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง คือ บ้านตัวอย่างและบ้านพักอาศัยหลายหลังในโครงการบ้านจัดสรรชื่อ "บ้านคัทรียา" ต่อมาที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวถูกเวนคืนบางส่วน อันเนื่องจากการดำเนินการของจำเลยตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 121 สายทางเลี่ยงเมืองเชียงใหม่รอบนอก พ.ศ.2540 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2540 โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 980 ถูกเวนคืนเนื้อที่ 1 ไร่ 85 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 17,845 บาท คิดเป็นเงิน 8,654,900 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 982 ถูกเวนคืนเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 54.90 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 18,572 บาท คิดเป็นเงิน 14,020,002 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 7151 ถูกเวนคืนเนื้อที่ 5 ไร่ 64.30 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 18,572 บาท คิดเป็นเงิน 38,338,179 บาท ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 7152 ถูกเวนคืนเนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 7.20 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 17,500 บาท คิดเป็นเงิน 33,376,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 94,391,525 บาท โจทก์ไม่พอใจจึงยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ต่อมารัฐมนตรีฯ วินิจฉัยว่า อัตราเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 980, 982 และ 7151 เหมาะสมแล้ว ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 7152 รัฐมนตรีฯ ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นายทะเบียนได้ขีดชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246 เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2541 ก่อนที่โจทก์ฟ้องคดี เมื่อปรากฏว่าโจทก์หรือผู้ถือหุ้นหรือเจ้าหนี้ของโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งให้กลับจดชื่อโจทก์คืนสู่ทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246 (6) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินและค่าทดแทนสำหรับสาธารณูปโภคบางส่วนให้แก่โจทก์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,576,525 บาท โจทก์และจำเลยฎีกา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาสรุปได้ว่า นายทะเบียนได้ขีดชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246 แล้ว โจทก์จึงสิ้นสภาพความเป็นนิติบุคคลอีกต่อไป โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2542 ซึ่งเป็นเวลาที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246 อันเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการเพิกถอนทะเบียนบริษัทร้างยังมีผลใช้บังคับ จึงต้องใช้บทบัญญัติดังกล่าวบังคับแก่คดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏตามหนังสือรับรองสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดเชียงใหม่ นายทะเบียนได้ขีดชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างตามความในมาตรา 1246 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2541 และได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ดังนั้น บริษัทโจทก์จึงเป็นอันเลิกกัน และความเป็นนิติบุคคลของโจทก์ย่อมสิ้นไปโดยผลของกฎหมายตามมาตรา 1246 (5) เมื่อปรากฏว่า ขณะที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น บริษัทโจทก์ผู้ถือหุ้นหรือเจ้าหนี้ของโจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดเชียงใหม่กลับจดชื่อบริษัทโจทก์ให้คืนเข้าสู่ทะเบียนเพื่อคืนสถานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 1246 (6) บริษัทโจทก์ย่อมไม่สามารถมอบอำนาจให้นางยุพา อดีตกรรมการของโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ แม้ตามมาตรา 1249 จะบัญญัติว่า ห้างหุ้นส่วนก็ดี บริษัทก็ดี แม้จะได้เลิกกันแล้ว ก็ให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีก็ตาม ก็เป็นการตั้งอยู่เพื่อการชำระบัญชีและการแก้ต่างว่าต่างในนามของบริษัทโจทก์ย่อมเป็นอำนาจของผู้ชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1259 (1) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาคณะคดีปกครอง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยในประเด็นข้ออื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11713/2553 บริษัทเชียงใหม่ คอลเล็คชั่นเฮ้าส์ จำกัด โจทก์ กรมทางหลวง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทเชียงใหม่ คอลเล็คชั่นเฮ้าส์ จำกัด · จำเลย - กรมทางหลวง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไสว จันทะศรี · นพวรรณ อินทรัมพรรย์ · วิเชียร มงคล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายวรนันท์ ประถมปัทมะ · ศาลอุทธรณ์ - นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำปค.30/2551

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 673/2526ฎีกา 1812/2506ฎีกา 1281-1283/2493ฎีกา 704/2522ฎีกา 1029/2519ฎีกา 1565/2543ฎีกา 2618/2526ฎีกา 1218/2534ฎีกา 5280/2544ฎีกา 73-74/2506ฎีกา 2765/2548ฎีกา 2368/2523ฎีกา 1025/2487ฎีกา 1971/2494ฎีกา 789/2515ฎีกา 513/2546ฎีกา 7577/2538ฎีกา 1112/2535ฎีกา 1035/2519ฎีกา 1173/2497ฎีกา 1083/2536ฎีกา 768/2518ฎีกา 2498/2550ฎีกา 2126/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา