⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 12659/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12659/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลให้เงินแก่ผู้อื่นเพื่อนำไปปล่อยกู้โดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด แม้จะถูกหลอกลวงให้เสียทรัพย์ ก็ไม่ถือเป็นผู้เสียหายที่จะฟ้องร้องผู้หลอกลวงในความผิดฐานฉ้อโกงได้ เนื่องจากมีเจตนาร้ายมุ่งประสงค์ต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์หลงเชื่อคำหลอกลวงของจำเลยทั้งสองจึงมอบเงินกู้ให้แก่จำเลยทั้งสองไปปล่อยกู้ให้ด้วยการเรียกดอกเบี้ยในอัตราเกินกว่าร้อยละสิบห้าต่อปีอันเป็นความผิดต่อ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าโจทก์รับข้อเสนอดังกล่าวโดยมีเจตนาร้ายมุ่งประสงค์ต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่ผิดกฎหมายแม้การกระทำที่ผิดกฎหมายนั้นไม่เกิดขึ้นเนื่องจากเป็นเพียงการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองเพื่อฉ้อโกงโจทก์หรือไม่ก็ตาม ถือว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะนำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91 และ 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยซึ่งมีสิทธินำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การที่โจทก์มอบเงินให้แก่จำเลยทั้งสองไปก็เพื่อประสงค์ให้จำเลยทั้งสองนำไปปล่อยกู้ผ่านจำเลยทั้งสองโดยเรียกดอกเบี้ยจากผู้ที่กู้เงินผ่านจำเลยทั้งสองในอัตราดอกเบี้ยสูงเกินกว่าอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี ตามที่กฎหมายกำหนดก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จว่าจะนำเงินของโจทก์ไปปล่อยกู้ให้แก่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดทั้งที่ความจริงจำเลยทั้งสองประสงค์จะนำเงินดังกล่าวของโจทก์ไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยทั้งสองโดยไม่มีเจตนานำไปปล่อยกู้ให้พ่อค้าแม่ค้าในตลาด เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องสูญเสียเงินดังกล่าวไป การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง และเนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่ได้มีเจตนาจะนำเงินของโจทก์ไปปล่อยกู้จริง การเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราจากผู้กู้จึงไม่ได้เกิดขึ้นจริง ดังนั้น ความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราจึงไม่เกิดขึ้น จึงไม่อาจนำเหตุดังกล่าวมารับฟังเป็นโทษแก่โจทก์ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีในความผิดฐานฉ้อโกงเพราะโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มาเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ข้อที่โจทก์อ้างว่าโจทก์หลงเชื่อคำหลอกลวงของจำเลยทั้งสองจึงมอบเงินกู้ให้แก่จำเลยทั้งสองไปปล่อยกู้ให้ด้วยการเรียกดอกเบี้ยในอัตราเกินกว่าร้อยละสิบห้าต่อปีอันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราพุทธศักราช 2475 แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าโจทก์รับข้อเสนอดังกล่าวโดยมีเจตนาร้ายมุ่งประสงค์ต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่ผิดกฎหมาย แม้การกระทำที่ผิดกฎหมายนั้นไม่เกิดขึ้นเนื่องจากเป็นเพียงการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองเพื่อฉ้อโกงโจทก์ดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาหรือไม่ก็ตาม ถือว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะนำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12659/2553 นายสำรวม ปาลวัฒน์วิไชย โจทก์ นางวัชรินภรณ์ เสาวลักษณ์จินดา กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสำรวม ปาลวัฒน์วิไชย · จำเลย - นางวัชรินภรณ์ เสาวลักษณ์จินดา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์ · นพวรรณ อินทรัมพรรย์ · ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2593/2521ฎีกา 915/2566ฎีกา 8080/2538ฎีกา 2303/2518ฎีกา 599/2532ฎีกา 4046/2536ฎีกา 6196/2534ฎีกา 313/2526ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 4009/2566ฎีกา 754/2486ฎีกา 2252/2560ฎีกา 11720/2555ฎีกา 2766/2546ฎีกา 389/2542ฎีกา 16889/2555ฎีกา 6863/2543ฎีกา 5138/2537ฎีกา 5090/2565ฎีกา 2794/2516ฎีกา 1342/2530ฎีกา 276/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ