⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 15873/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15873/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับคำร้องขอตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ต้องห้ามมิให้ฎีกาในระหว่างพิจารณาตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ย่อคำพิพากษา

การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การส่งคำโต้แย้งของคู่ความเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย คู่ความขอให้ส่งไปได้เฉพาะในประเด็นว่า บทบัญญัติหรือเนื้อความของกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่ตามคำร้องของจำเลยเป็นการโต้แย้งกระบวนการตรากฎหมายว่าไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 154 ซึ่งมาตราดังกล่าวมิได้ให้สิทธิแก่จำเลยหยิบยกเป็นประเด็นโต้แย้งต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงไม่ต้องส่งคำโต้แย้งของจำเลยเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยนั้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ดังกล่าวเป็นคำสั่งก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดี แม้เป็นคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 211 ก็เป็นคำสั่งในขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลยุติธรรม ต้องถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196 ประกอบมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.196 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.277 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม.6 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม.126 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม.154 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม.211 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม.293

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2526 มาตรา 4 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2530 มาตรา 3, 7 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 7 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 12 ปี จำเลยอุทธรณ์พร้อมยื่นคำร้องว่า คำขอท้ายฟ้องของโจทก์อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2530 แต่คดีนี้เหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2551 ซึ่งขณะเกิดเหตุบทกฎหมายดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปแล้วและให้ใช้ความใหม่แทนตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 มาตรา 3 ขณะเดียวกันพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ตราขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติมาประชุมไม่ครบองค์ประชุมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 126 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 293 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 จึงขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าว พระราชบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับพระราชบัญญัติดังกล่าว ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ส่งคำโต้แย้งตามคำร้องของจำเลยเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 211 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งว่า การส่งคำโต้แย้งของคู่ความ (จำเลย) ตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 211 คู่ความในคดีขอให้ส่งไปได้เฉพาะในประเด็นว่า บทบัญญัติหรือเนื้อความของกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่กรณีตามคำร้องของจำเลยเป็นการโต้แย้งกระบวนการตรากฎหมายว่าไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 154 ซึ่งบทบัญญัติมาตรา 154 มิได้ให้สิทธิแก่จำเลยหยิบยกเป็นประเด็นโต้แย้งต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงไม่จำต้องส่งคำโต้แย้งของจำเลยตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย จำเลยฎีกาคำสั่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ยกคำร้องของจำเลย ที่ขอให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเป็นคำสั่งก่อนศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี แม้เป็นคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 211 ก็เป็นคำสั่งในขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลยุติธรรมต้องถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ประกอบมาตรา 225 การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาของจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15873/2553 พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร โจทก์ นายแฉล้ม ทำมิตา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร · จำเลย - นายแฉล้ม ทำมิตา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สนอง เล่าศรีวรกต · ศิริชัย วัฒนโยธิน · ทวีป ตันสวัสดิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายภพพิสิษฐ สุขะพิสิษฐ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.4217/2553

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4393/2565ฎีกา 8867/2554ฎีกา 8350/2547ฎีกา 1057/2550ฎีกา 487/2482ฎีกา 6549/2548ฎีกา 1048/2518ฎีกา 5451/2534ฎีกา 2406/2523ฎีกา 9174/2551ฎีกา 294/2517ฎีกา 12564/2547ฎีกา 2429/2567ฎีกา 4942/2528ฎีกา 272/2565ฎีกา 1368/2549ฎีกา 7787/2551ฎีกา 2530/2554ฎีกา 2281/2545ฎีกา 2015/2547ฎีกา 4085/2545ฎีกา 9200/2552ฎีกา 6591/2537ฎีกา 8593/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา