⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6784/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6784/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การต่อสู้คดีที่อ้างว่าตนเองมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ย่อมเป็นการปฏิเสธว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตั้งแต่แรก และไม่เป็นการยอมรับว่าเป็นการแย่งการครอบครองที่ดินของโจทก์

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่าที่โจทก์อ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือขายที่ดินท้ายฟ้องนั้นเป็นเท็จ ส. ไม่เคยสละการครอบครองที่ดินพิพาท ไม่เคยขออาศัยหรือเช่าจากโจทก์ เมื่อ ส. ถึงแก่ความตายในปี 2541 จำเลยที่ 2 ก็ครอบครองที่ดินพิพาทด้วยสิทธิของจำเลยที่ 2 เอง ดังนี้ คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 มิได้ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตั้งแต่แรก หากแต่ต่อสู้อ้างสิทธิของ ส. ผู้เป็นมารดาและสิทธิของตนเมื่อ ส. ถึงแก่ความตาย ฉะนั้น ที่จำเลยที่ 2 ให้การต่อมาว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์และโจทก์ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองเกิน 1 ปี จึงขัดแย้งกับข้อความตอนแรก เพราะการแย่งการครอบครองจะมีขึ้นได้แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทและโจทก์ฟ้องเอาคืนเกินกำหนดหรือไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท ห้ามกระทำการใดให้ที่ดินพิพาทเสียหาย กับให้จำเลยทั้งห้าส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อยสามารถใช้ประโยชน์ได้ทันที ห้ามจำเลยทั้งห้าและบริวารเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทต่อไป ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 7/98 หมู่ที่ 2 ตำบลบ่อโพง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ 2 งาน 54 ตารางวา และให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างนางส้มเกลี้ยง กับโจทก์ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2532 และให้ใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 7/98 หมู่ที่ 2 ตำบลบ่อโพง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ห้ามจำเลยทั้งห้ากระทำการใดให้ที่ดินพิพาทเสียหาย กับให้จำเลยทั้งห้าส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้ประโยชน์ได้ทันที และห้ามจำเลยทั้งห้าและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 มิถุนายน 2546) เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งห้าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 7/98 หมู่ที่ 2 ตำบลบ่อโพง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คำขออื่นตามฟ้องแย้งให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครอง และโจทก์ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทเกิน 1 ปี จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้นชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่าที่โจทก์อ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือขายที่ดินท้ายฟ้องเป็นเท็จนางส้มเกลี้ยงไม่เคยสละการครอบครองที่ดินพิพาท ไม่เคยขออาศัยหรือเช่าจากโจทก์เมื่อนางส้มเกลี้ยงถึงแก่ความตายในปี 2541 จำเลยที่ 2 ก็ครอบครองที่ดินพิพาทด้วยสิทธิของจำเลยที่ 2 เอง ดังนี้ คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 มิได้ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตั้งแต่แรก หากแต่ต่อสู้อ้างสิทธิของนางส้มเกลี้ยงผู้เป็นมารดาและสิทธิของตนเมื่อนางส้มเกลี้ยงถึงแก่ความตาย ฉะนั้น ที่จำเลยที่ 2 ให้การต่อมาว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์และโจทก์ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองเกิน 1 ปี จึงขัดแย้งกับข้อความตอนแรก เพราะการแย่งการครอบครองจะมีขึ้นได้แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทและโจทก์ฟ้องเอาคืนเกินกำหนดหรือไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในข้อนี้จึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น คดีคงมีประเด็นข้ออื่นที่จะต้องพิจารณาต่อไป ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้วินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาล" พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ประเด็นข้อพิพาทที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6784/2553 นายชัยโรจน์ พิทยาธิคุณ โจทก์ นายสุภาพ แก้วสุกใส กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายชัยโรจน์ พิทยาธิคุณ · จำเลย - นายสุภาพ แก้วสุกใส กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไชยยงค์ คงจันทร์ · นพวรรณ อินทรัมพรรย์ · ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 658-660/2505ฎีกา 2686/2545ฎีกา 7159/2544ฎีกา 2074/2529ฎีกา 1545/2552ฎีกา 2958/2538ฎีกา 418-419/2518ฎีกา 537/2540ฎีกา 3099/2535ฎีกา 4161/2532ฎีกา 1712/2539ฎีกา 3405/2537ฎีกา 6339/2538ฎีกา 2649-2660/2530ฎีกา 356/2530ฎีกา 142/2492ฎีกา 13107/2556ฎีกา 4072/2528ฎีกา 2749/2538ฎีกา 5473/2548ฎีกา 7919/2553ฎีกา 4359/2540ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ