⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2539/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2539/2554

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยนำใบเสร็จรับเงินปลอมไปใช้เบิกเงินโดยทุจริต แต่ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการพิจารณาว่าจำเลยนำใบเสร็จรับเงินปลอมไปใช้ประกอบการจัดทำงบเดือนสำหรับการตรวจสอบนั้น ไม่ใช่ข้อแตกต่างที่เป็นสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นลูกจ้างประจำตำแหน่งคนงาน ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่จัดทำใบสำคัญคุมใบยืม คุมเบิกจ่ายวัสดุสำนักงาน โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยนำใบเสร็จรับเงิน (บิลเงินสด) ปลอมไปใช้อ้างแสดงต่อเจ้าพนักงานของผู้เสียหายจนหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง และตั้งฎีกาเบิกเงินจากเงินงบประมาณของผู้เสียหายให้แก่จำเลยและจำเลยรับเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นของตนโดยทุจริต ซึ่งแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาว่า จำเลยนำใบเสร็จรับเงิน (บิลเงินสด) ปลอม ไปใช้ประกอบการจัดทำงบเดือนสำหรับการตรวจสอบของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ข้อแตกต่างนี้มิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265) จำคุก 1 ปี ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นลูกจ้างประจำตำแหน่งคนงานของกรมวิชาการเกษตร ผู้เสียหาย โดยปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่สถานีทดลองพืชไร่ศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย มีหน้าที่จัดทำใบสำคัญการจัดซื้อวัสดุสำนักงาน เมื่อเดือนมกราคม 2536 ผู้อำนวยการสถานีทดลองพืชไร่ศรีสำโรงสงสัยว่าจะมีการทุจริตในการจัดซื้อวัสดุสำนักงานจึงให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ จากการตรวจสอบใบสำคัญเบิกจ่ายเงินงบประมาณจัดซื้อวัสดุสำนักงานพบว่ามีการจัดทำใบเสร็จรับเงิน (บิลเงินสด) ปลอมและใช้ใบเสร็จรับเงิน (บิลเงินสด) ปลอมนั้นตั้งฎีกาเบิกจ่ายเงินงบประมาณ จึงแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลย สำหรับข้อหาปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามข้อ 1.1 ถึง 1.5 และข้อ 1.7 ถึง 1.13 ตามฟ้องโจทก์นั้น ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้ฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามข้อ 1.6 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ พยานโจทก์เบิกความทำนองเดียวกันว่า ในการจัดซื้อวัสดุสำนักงานมีระเบียบภายในว่า เจ้าหน้าที่ต้องเขียนใบเสนอขออนุมัติซื้อวัสดุสำนักงาน แล้วจำเลยจะเขียนใบเสนอจัดซื้อเสนอให้ผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติ หลังจากร้านค้านำวัสดุสำนักงานที่สั่งซื้อพร้อมใบส่งของมามอบให้แล้ว ผู้เสนอขอซื้อจะนำใบส่งของไปมอบให้จำเลยเพื่อทำเรื่องขออนุมัติเบิกเงิน จำเลยมีหน้าที่รวบรวมเอกสารแล้วมอบให้หัวหน้าการเงินตั้งฎีกาเบิกเงินจากคลังจังหวัด จากนั้นผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็คจะสั่งจ่ายเช็ค แล้วให้เจ้าหน้าที่คนหนึ่งคนใดนำไปมอบให้แก่ร้านค้า เมื่อร้านค้าได้รับเช็คแล้วร้านค้าจะออกใบเสร็จรับเงิน (บิลเงินสด) ให้ เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวจะต้องมอบใบเสร็จรับเงิน (บิลเงินสด) ให้จำเลยเพื่อประกอบการทำงบเดือนสำหรับการตรวจสอบของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เห็นว่า การจัดซื้อวัสดุตามใบสำคัญเบิกจ่ายเอกสารมีพิรุธ ตั้งแต่มีรอยขูดลบแก้ไขจำนวนวัสดุที่จัดซื้อและจำนวนเงินโดยไม่มีการลงลายมือชื่อกำกับ ทั้งไม่มีวัสดุให้ตรวจสอบ ประกอบกับนางสาวลัญจนีเจ้าของร้านพงษ์เต้งพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า ร้านพงษ์เต้งไม่ได้ขายสินค้าตามใบเสร็จรับเงิน (บิลเงินสด) และไม่ได้รับเช็คค่าสินค้าดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าใบเสร็จรับเงิน (บิลเงินสด) เป็นเอกสารปลอม พฤติการณ์ของจำเลยที่ลงลายมือชื่อรับเช็คที่สั่งจ่ายให้แก่ร้านพงษ์เต้งเพื่อชำระค่าวัสดุแต่ไม่ได้นำไปมอบให้แก่ร้านพงษ์เต้ง โดยนำเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเองที่มีอยู่กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสุโขทัย และมีใบเสร็จรับเงิน (บิลเงินสด) ซึ่งระบุว่าเป็นของร้านพงษ์เต้งมาใช้ประกอบการจัดทำงบเดือน เช่นนี้บ่งชี้ว่าจำเลยต้องรู้ว่าใบเสร็จรับเงิน (บิลเงินสด) เป็นเอกสารปลอม เมื่อจำเลยนำใบเสร็จรับเงิน (บิลเงินสด) ดังกล่าวไปใช้ประกอบการจัดทำงบเดือนสำหรับการตรวจสอบของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน จึงเป็นการกระทำเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและผู้อื่น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า จำเลยนำใบเสร็จรับเงิน (บิลเงินสด) ปลอมไปใช้อ้างแสดงต่อเจ้าพนักงานของผู้เสียหายจนหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงและตั้งฎีกาเบิกเงินจากเงินงบประมาณของผู้เสียหายให้แก่จำเลยและจำเลยรับเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นของตนเองโดยทุจริต อันเป็นการแตกต่างกับข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาซึ่งได้ความว่าจำเลยนำใบเสร็จรับเงิน (บิลเงินสด) ปลอมไปใช้ประกอบการจัดทำงบเดือนสำหรับการตรวจสอบของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน แต่ข้อแตกต่างนี้มิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2539/2554 พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย โจทก์ นางแสงรวี ภู่เจริญ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย · จำเลย - นางแสงรวี ภู่เจริญ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์ · พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา · ปดารณี ลัดพลี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุโขทัย - นายวิชาญ ศรีสิงห์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายแชน ศิริพงษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.4899/2550

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 980/2484ฎีกา 10786/2557ฎีกา 1146/2502ฎีกา 721-722/2491ฎีกา 270/2488ฎีกา 3729/2543ฎีกา 9474/2552ฎีกา 216/2479ฎีกา 1267/2479ฎีกา 2093/2529ฎีกา 212/2487ฎีกา 1727/2498ฎีกา 1716/2524ฎีกา 80/2487ฎีกา 9559/2552ฎีกา 1450/2529ฎีกา 5211/2540ฎีกา 1842/2500ฎีกา 7520/2555ฎีกา 917/2520ฎีกา 6471/2537ฎีกา 3889/2551ฎีกา 357-358/2535ฎีกา 988/2551
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา