⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2997/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2997/2554

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินไปโดยมิได้แจ้งประกาศขายทอดตลาดให้ผู้มีส่วนได้เสียทราบ และขายทอดตลาดทรัพย์สินในราคาต่ำกว่าราคาตลาด ถือเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ซึ่งผู้มีส่วนได้เสียจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีเพื่อขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหรือการยึดทรัพย์ดังกล่าว หาอาจนำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อเรียกค่าเสียหายได้โดยตรงไม่

ย่อคำพิพากษา

ค้ำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 23422 พร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้าง และให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 19323 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยโจทก์ทั้งสองอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งประกาศขายทอดตลาดให้ทราบ และขายทอดตลาดทรัพย์ไปในราคาต่ำกว่าราคาปกติ ทำให้โจทก์ทั้งสองมีหนี้ค้างชำระต้องถูกยึดทรัพย์อื่นอีก อันเป็นคำฟ้องที่อ้างว่าการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง จึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดี โจทก์ทั้งสองหาอาจนำคดีมาฟ้องใหม่ได้ไม่และในกรณีที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีแทนโจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์นั้น เมื่อศาลยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหรือเพิกถอนการยึดทรัพย์ก็จะฟังว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ทั้งสองหาได้ไม่ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.296

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้มีคำพิพากษาเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 23422 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว โดยให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนเพิกถอน กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 19323 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีแทนโจทก์ทั้งสอง 179,733 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง 900,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนกฎหมายได้มีบทบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง แล้ว โจทก์ทั้งสองจึงต้องดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นไม่อาจพิพากษาตามฟ้องโจทก์ได้ และชอบที่จะยกฟ้องเสียในชั้นตรวจคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 (2) ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า ศาลชั้นต้นจะต้องรับคำฟ้องโจทก์ทั้งสองไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 23422 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 19323 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยโจทก์ทั้งสองอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งประกาศขายทอดตลาดให้ทราบ และขายทอดตลาดทรัพย์ไปในราคาต่ำกว่าราคาปกติ ทำให้โจทก์ทั้งสองมีหนี้ค้างชำระต้องถูกยึดทรัพย์อื่นอีก จึงเป็นคำฟ้องที่อ้างว่า การบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง หาใช่เป็นคำฟ้องที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสามตามที่โจทก์ทั้งสองอ้างไม่ และเมื่อมาตรา 296 ดังกล่าวเป็นบทกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะว่า ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดี โจทก์ทั้งสองจึงต้องดำเนินการไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ โจทก์ทั้งสองหาอาจนำคดีมาฟ้องใหม่ได้ และสำหรับที่โจทก์ทั้งสองขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีแทนโจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 179,733 บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองอีก 900,000 บาท โดยอ้างในคำฟ้องว่า พนักงานของจำเลยที่ 1 และเจ้าพนักงานบังคับคดีของจำเลยที่ 2 จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายต่อชื่อเสียงทางทำมาหาได้ ต้องรับภาระในการถอนการยึดมากกว่าความเป็นจริง และขาดสภาพคล่องไม่สามารถนำที่ดินไปนำนิติกรรมได้ นั้น เห็นว่า เมื่อศาลยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหรือเพิกถอนการยึดทรัพย์คดีนี้ จะฟังว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองส่วนนี้เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ทั้งสองหาได้ไม่ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อไม่มีเหตุที่จะรับฟ้องคดีโจทก์ทั้งสองไว้พิจารณาแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ทั้งสองต่อไป" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2997/2554 นายเด่นพงษ์ ขันธิราช กับพวก โจทก์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเด่นพงษ์ ขันธิราช กับพวก · จำเลย - ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อาวุธ ปั้นปรีชา · วีระชาติ เอี่ยมประไพ · สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 2573/2552ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 6968/2537ฎีกา 1968/2533ฎีกา 8875/2542ฎีกา 7466/2538ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ