⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5081/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5081/2554

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำสั่งศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา จะมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาเท่านั้น เมื่อคำพิพากษาไม่มีคำขอให้ส่งมอบทรัพย์สินคืน และโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น คำสั่งห้ามโอนขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้นย่อมสิ้นผลไปในตัว.

ย่อคำพิพากษา

คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทที่ทำไว้แก่โจทก์เพื่อขอรับเอกสารไปรับสินค้ารถยนต์ที่สั่งซื้อไว้ โดยระหว่างพิจารณาโจทก์มีคำขอให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ห้ามจำเลยทั้งสองโอน ขาย ยักย้ายหรือจำหน่ายรถยนต์พิพาท และให้นายทะเบียนกรมการขนส่งทางบกระงับการจดทะเบียน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนรถยนต์คันพิพาทไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ต่อมาศาลทรัพย์สินฯ มีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ให้แก่โจทก์ และคดีถึงที่สุดโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ในชั้นบังคับคดี ปรากฏว่าผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่าเป็นผู้ซื้อรถยนต์พิพาทมาโดยถูกต้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวดังกล่าว กรณีเช่นนี้ แม้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ มาตรา 26 ประกอบกับ ป.วิ.พ. มาตรา 260 (2) บัญญัติให้คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวยังมีผลใช้บังคับต่อไปก็ตาม แต่ก็ให้ใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเท่านั้น เมื่อคำฟ้องของโจทก์ไม่มีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์ ทั้งโจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ดังกล่าว เมื่อศาลทรัพย์สินฯ พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ ย่อมไม่มีเหตุจำเป็นต้องปฏิบัติตามวิธีการชั่วคราวที่ห้ามจำเลยทั้งสองโอนขาย ยักย้าย หรือจำหน่ายรถยนต์ดังกล่าว เพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษานี้อีกแต่อย่างใด คำสั่งในวิธีการชั่วคราวดังกล่าวเป็นอันยกเลิกไปในตัวไม่มีผลใช้บังคับอีกต่อไป จึงไม่มีเหตุที่ผู้ร้องจะขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวภายหลังศาลมีคำพิพากษาได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.260 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม.26

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ดังกล่าวเป็นเงินจำนวน 8,400,648.21 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่โจทก์และบังคับจำนอง จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ระหว่างการพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาโดยห้ามจำเลยทั้งสองโอนขายยักย้ายหรือจำหน่ายรถยนต์ดังกล่าวให้แก่บุคคลใด และให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียนกรมการขนส่งทางบกระงับการจดทะเบียน หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนสำหรับรถยนต์ทั้งสองคันจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เป็นเงินจำนวนตามฟ้องให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย และคดีถึงที่สุดโดยคู่ความไม่อุทธรณ์ ชั้นบังคับคดีผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวดังกล่าว โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนคำร้องของผู้ร้องแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าแม้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) บัญญัติให้คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวยังมีผลใช้บังคับต่อไปก็ตาม แต่ก็ให้ใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเท่านั้น แต่คดีนี้ตามคำฟ้องโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เงินแก่โจทก์เท่านั้น ไม่ได้ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์แต่อย่างใด ทั้งโจทก์ก็ยังอ้างว่ารถยนต์ดังกล่าวโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์เองด้วย ดังนั้นเมื่อคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ ย่อมไม่มีเหตุจำเป็นต้องปฏิบัติตามวิธีการชั่วคราวที่ห้ามจำเลยทั้งสองโอนขาย ยักย้ายหรือจำหน่ายรถยนต์ดังกล่าว เพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษานี้อีกแต่อย่างใด คำสั่งในวิธีการชั่วคราวนี้จึงเป็นอันยกเลิกไปในตัว ไม่มีผลใช้บังคับอีกต่อไป และไม่มีเหตุที่ผู้ร้องจะขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวภายหลังศาลมีคำพิพากษาแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน แต่ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแจ้งถึงการสิ้นผลบังคับของคำสั่งห้ามชั่วคราวแก่จำเลยทั้งสองและนายทะเบียนกรมการขนส่งทางบกด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5081/2554 ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัท พี.เค.ออโต้ อิมปอร์ต จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) · จำเลย - บริษัท พี.เค.ออโต้ อิมปอร์ต จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร · อร่าม เสนามนตรี · ไมตรี ศรีอรุณ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำทก.(ค)140/2550

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7919/2553ฎีกา 5420/2556ฎีกา 2500/2548ฎีกา 4887/2543ฎีกา 1786/2552ฎีกา 3034/2550ฎีกา 2280/2559ฎีกา 2141/2499ฎีกา 618/2568ฎีกา 3202/2559ฎีกา 6695/2548ฎีกา 963-965/2510ฎีกา 1869/2559ฎีกา 3129/2555ฎีกา 5476/2543ฎีกา 127/2556ฎีกา 8149/2554ฎีกา 4432/2553ฎีกา 2329/2553ฎีกา 3329/2550ฎีกา 1109/2510ฎีกา 935/2549ฎีกา 483/2519ฎีกา 9020/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา