⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5263-5264/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5263-5264/2554

พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน ม.67, 68, 69 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สิทธิเรียกร้องเงินสะสมและเงินสมทบตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนเป็นสิทธิเฉพาะตัว ไม่อาจโอนแก่กันได้ และไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นครูโรงเรียนเอกชน ทางโรงเรียนหักเงินเดือนของจำเลยทั้งสองไว้ส่วนหนึ่งทุกเดือนเป็นเงินสะสม และออกเงินให้จำนวนเท่ากับเงินสะสมของจำเลยแต่ละคนเป็นเงินสมทบ เงินสะสมและเงินสมทบนี้เป็นเงินที่รวมไว้เป็นกองทุนสงเคราะห์และจำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับเมื่อออกจากงานตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 มาตรา 67, 68, 69 และ 74 ต่อมามี พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 บัญญัติให้ยกเลิกกฎหมายฉบับเดิมกับให้โอนเงินกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายเดิม ไปเป็นของกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายฉบับใหม่ดังกล่าว โดยให้มีเงินสะสมและเงินสมทบเป็นเงินในกองทุนสงเคราะห์ที่ครูมีสิทธิได้รับเป็นเงินทุนเลี้ยงชีพเมื่อออกจากงานเช่นเดียวกันตามมาตรา 54, 73, 74 และ 76 แต่มาตรา 80 บัญญัติให้สิทธิการรับเงินจากกองทุนสงเคราะห์เป็นสิทธิเฉพาะตัวไม่อาจโอนแก่กันได้ และไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดีจึงมีผลทำให้เงินสะสมและเงินสมทบที่จำเลยทั้งสองมีอยู่แล้วที่จะเกิดขึ้นภายหลังไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี โจทก์ไม่อาจร้องขอให้อายัดสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าวของจำเลยทั้งสอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.286 พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 ม.67 พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 ม.68 พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 ม.69 พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 ม.74 พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ม.2 พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ม.3 พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ม.76 พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ม.80

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.286 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 130,000 บาท แก่โจทก์ โดยผ่อนชำระอย่างต่ำเดือนละ 3,000 บาท ทุกวันสิ้นเดือน เริ่มชำระตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2549 เป็นต้นไป หากผิดนัดชำระเดือนใดเดือนหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด แต่จำเลยทั้งสามผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เลย โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนและเงินสะสมของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งอายัดเงินสะสมของจำเลยที่ 1 และอายัดเงินเดือน เงินสะสมของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า เงินที่โจทก์ขอให้อายัดไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ศาลชั้นต้นยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้อายัดเงินสะสมของจำเลยที่ 1 และอายัดเงินเดือน เงินสะสมของจำเลยที่ 2 ค่าคำร้องเป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ขอให้มีคำสั่งอายัดเงินสะสมของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้อายัดเงินสะสมของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงประเด็นเดียวว่า เงินสะสมและเงินสมทบที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิได้รับเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากงานนั้น ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286 (1) และ (3) หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำงานโรงเรียนเอกชนที่จังหวัดลำปาง จำเลยที่ 1 เป็นครูโรงเรียนมัธยมวิทยา มีสิทธิได้รับเงินสะสม เพียงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 เป็นเงิน 28,104.90 บาท ตามสำเนารายงานแจ้งยอดเงินสะสมแนบท้ายหนังสือของโรงเรียนมัธยมวิทยาลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2550 จำเลยที่ 2 เป็นครูโรงเรียนเคนเน็ตแม็คเคนซี มีสิทธิได้รับเงินสะสม เพียงวันที่ 30 เมษายน 2549 เป็นเงิน 35,773 บาท ตามสำเนาใบแจ้งยอดเงินสะสมสำหรับสมาชิกและจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิได้รับเงินสมทบจำนวนเท่ากับเงินสะสมของตนดังกล่าว เห็นว่า เงินสะสมเป็นเงินที่ทางโรงเรียนหักไว้ส่วนหนึ่งจากเงินเดือนครูของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่วนเงินสมทบเป็นเงินที่ทางโรงเรียนออกเงินให้จำนวนเท่ากับเงินสะสมของจำเลยแต่ละคน เงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่รวมไว้เป็นกองทุนสงเคราะห์และจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิได้รับเมื่อออกจากงานตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 มาตรา 67, 68, 69 และ มาตรา 74 ต่อมามีพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 2 และมาตรา 3 บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 และให้ใช้พระราชบัญญัตินี้โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2551 ทั้งมาตรา 55 (1) และมาตรา 156 บัญญัติให้โอนเงินของกองทุนสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 ไปเป็นของกองทุนสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย นอกจากนั้นตามมาตรา 54, 73, 74 และมาตรา 76 ยังคงกำหนดให้มีเงินสะสมที่หักจากเงินเดือนครูและเงินสมทบที่ทางโรงเรียนออกเงินสมทบให้ โดยให้เป็นเงินในกองทุนสงเคราะห์ที่ครูมีสิทธิได้รับเป็นเงินทุนเลี้ยงชีพเมื่อออกจากงานเช่นเดียวกัน แต่มาตรา 80 บัญญัติว่า สิทธิการรับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัตินี้เป็นสิทธิเฉพาะตัวไม่อาจโอนแก่กันได้ และไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี ดังนี้ จึงมีผลทำให้เงินสะสมและเงินสมทบที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอยู่แล้วและที่จะเกิดขึ้นหลังจากโจทก์ร้องขอให้อายัดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ย่อมเป็นเงินในกองทุนสงเคราะห์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพเมื่อออกจากงาน และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 76 และมาตรา 80 โจทก์ไม่อาจร้องขอให้อายัดสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าวของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ ปัญหาว่าสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามกฎหมายอื่นหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ยกขึ้นฎีกา เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 ประกอบมาตรา 247 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า สิทธิเรียกร้องเงินสะสมและเงินสมทบของจำเลยที่ 1 ที่ 2 นั้น ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286 (1) และ (3) หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้อายัดเงินสะสม ซึ่งรวมเงินสมทบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5263 - 5264/2554 นางสาวเพลินพิศ ชัยวงศ์บุตร โจทก์ นายเสกสรร ศรีวิชัยมูล กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวเพลินพิศ ชัยวงศ์บุตร · จำเลย - นายเสกสรร ศรีวิชัยมูล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ · ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน · พรเพชร วิชิตชลชัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงลำปาง - นายสุชาติ ธนะสินวิริยะกุล · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายดุสิต สิทธิฤทธิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.1894/2551

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4107/2563ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3250/2536ฎีกา 3231/2557ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1079/2497ฎีกา 1000/2505ฎีกา 8735/2542ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2170/2517ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 377/2500ฎีกา 2610/2538ฎีกา 5494/2541ฎีกา 2635/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา