⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 9203/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9203/2554

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำพิพากษาคดีอาญาถึงที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญานั้น ศาลในคดีแพ่งต้องถือตามนั้น และคำพิพากษาคดีอาญาย่อมผูกพันคู่ความในคดีแพ่งด้วย

ย่อคำพิพากษา

ก. และ ส. เป็นทายาทของ ป. ผู้ตาย ได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหายักยอกทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นทรัพย์สินเดียวกับที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายนำมาฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยโอนให้แก่โจทก์เพื่อแบ่งปันทายาทอื่นต่อไป เมื่อความปรากฏแก่ศาลว่า ในคดีอาญาศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า การที่จำเลยที่ 2 (จำเลยคดีนี้) มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาท น่าเชื่อว่าเป็นเพียงผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทอื่น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ยอมโอนหรือแบ่งทรัพย์มรดกโดยอ้างว่าเป็นของตน จึงมีเจตนาทุจริต เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 353 เช่นนี้ ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 และแม้โจทก์และจำเลยจะเป็นจำเลยในคดีอาญาด้วยกันก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และจำเลยต่างเป็นทายาทของผู้ตาย ทั้งโจทก์ยังเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายอีกด้วย คำพิพากษาคดีอาญาจึงย่อมผูกพันโจทก์และจำเลย เมื่อข้อเท็จจริงในคดีอาญาถึงที่สุดโดยฟังว่า จำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทแทนทายาทอื่น ดังนี้ จำเลยจึงต้องไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์พิพาทคืนแก่โจทก์ผู้จัดการมรดก เพื่อแบ่งปันทายาทอื่นต่อไป

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 57961 ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ และส่งมอบอาคารพาณิชย์เลขที่ 205/5 ถนนสวรรค์วิถี อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 57961 ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ และส่งมอบอาคารพาณิชย์เลขที่ 205/5 ถนนสวรรค์วิถี อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องไว้แทนทายาทหรือไม่ เห็นว่า ได้ความจากสำเนาคำฟ้องและสำเนาคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 155/2541 หมายเลขแดงที่ 588/2546 ของศาลชั้นต้นว่า นายเกษมและนางสมสันต์ ซึ่งเป็นทายาทของนางประทุม ผู้ตายได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหายักยอกทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 57961 ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 205/5 ซึ่งเป็นทรัพย์สินเดียวกับที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายนำมาฟ้องเป็นคดีนี้ ขอให้บังคับจำเลยโอนให้แก่โจทก์เพื่อแบ่งปันทายาทอื่นต่อไป เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกาว่า ในคดีอาญาดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10016/2553 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่วินิจฉัยไว้ว่า การที่จำเลยที่ 2 (จำเลยคดีนี้) มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาท น่าเชื่อว่าเป็นเพียงผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทอื่น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ยอมโอนหรือแบ่งทรัพย์มรดก โดยอ้างว่าเป็นของตน จึงมีเจตนาทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 เช่นนี้ ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 และแม้โจทก์และจำเลยจะเป็นจำเลยในคดีอาญาด้วยกันก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และจำเลยต่างเป็นทายาทของผู้ตาย ทั้งโจทก์ยังเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายอีกด้วย คำพิพากษาคดีอาญาจึงย่อมผูกพันโจทก์และจำเลย เมื่อข้อเท็จจริงในคดีอาญาถึงที่สุดโดยฟังว่า จำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทแทนทายาทอื่น ดังนี้ จำเลยจึงต้องไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 57961 พร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 205/5 คืนแก่โจทก์ผู้จัดการมรดกเพื่อแบ่งปันทายาทอื่นต่อไป ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า การจัดการมรดกเสร็จสิ้นลงแล้ว โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะผู้จัดการมรดกมิใช่ในฐานะส่วนตัว จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ฎีกาจำเลยเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ โดยที่จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ ถือเป็นการฎีกาในข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาจำเลยข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยอีกเช่นกัน เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9203/2554 นางเพ็ญศรี ทิพย์เจริญพร ในฐานะผู้จัดการมรดก ของนางประทุม ปฏิมาประกร โจทก์ ดาบตำรวจนิพนธ์ ปฏิมาประกร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางเพ็ญศรี ทิพย์เจริญพร ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางประทุม ปฏิมาประกร · จำเลย - ดาบตำรวจนิพนธ์ ปฏิมาประกร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อาวุธ ปั้นปรีชา · วีระชาติ เอี่ยมประไพ · สมชาย พันธุมะโอภาส
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายสมชาย ฉลาดชัญญ · ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายเผด็จ ชมพาณิชย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2350/2552

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7032/2559ฎีกา 175/2520ฎีกา 1065/2499ฎีกา 2584/2527ฎีกา 6235/2551ฎีกา 7/2491ฎีกา 758/2519ฎีกา 1730/2520ฎีกา 7223/2540ฎีกา 1351/2567ฎีกา 2731/2522ฎีกา 4209/2533ฎีกา 728/2512ฎีกา 1552/2524ฎีกา 3813/2535ฎีกา 417/2533ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2532/2538ฎีกา 5677/2555ฎีกา 1917/2559ฎีกา 5735/2538ฎีกา 481/2526ฎีกา 6405/2550ฎีกา 4257/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา