⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4209/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2533

ป.พ.พ. ม.527 · ป.วิ.อาญา ม.46

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงในประเด็นอันเป็นสาระสำคัญแห่งคดีแล้ว แม้จะใช้ถ้อยคำว่า "มีเหตุสงสัย" ก็ตาม คู่ความจะนำข้อเท็จจริงในประเด็นเดียวกันนั้นมาฟ้องร้องเป็นคดีใหม่ไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อแหวนเพชรกับสร้อยคอทองคำจากโจทก์แล้วผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าซื้อ และได้จำหน่ายทรัพย์ดังกล่าวให้บุคคลอื่น จึงขอให้จำเลยใช้ราคาทรัพย์ที่เช่าซื้อ แต่โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาข้อหายักยอกทรัพย์ดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุด โดยได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์ตลอดจนข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วว่าฟังไม่ได้ว่าจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อแหวนเพชรกับสร้อยคอทองคำจากโจทก์ แม้ศาลชั้นต้นจะใช้คำว่าพยานโจทก์ยังมีเหตุสงสัยว่าจำเลยอาจจะไม่ได้ทำสัญญาเช่าซื้อตามฟ้อง ก็หาใช่เหตุสงสัยดังถ้อยคำที่ปรากฏไม่ ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นที่ว่า จำเลยได้ทำสัญญาเช่าซื้อตามฟ้องหรือไม่ไว้แล้ว ทั้งเป็นประเด็นเดียวกับประเด็นในคดีนี้ที่ได้กำหนดไว้ในชั้นชี้สองสถาน และคดีนี้ซึ่งคู่ความนำสืบทำนองเดียวกับที่สืบในคดีอาญาดังกล่าว ก็ฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ทำสัญญาเช่าซื้อทรัพย์ตามฟ้อง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.527

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.527 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อแหวนเพชรและสร้อยคอทองคำจากโจทก์แล้วผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์ทราบว่าจำเลยได้จำหน่ายทรัพย์ที่เช่าซื้อให้บุคคลอื่นไปแล้ว โจทก์จึงขอเรียกราคาทรัพย์ที่เช่าซื้อเป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า ไม่เคยทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ สัญญาเช่าซื้อที่โจทก์อ้างเป็นสัญญาปลอม ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนแหวนเพชรกับสร้อยคอทองคำที่เช่าซื้อให้โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยชำระราคา ๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาข้อหายักยอกทรัพย์ที่เช่าซื้อซึ่งเป็นทรัพย์ตามสัญญาเช่าซื้อในคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยให้เหตุผลว่า พยานโจทก์ยังมีเหตุสงสัยว่าจำเลยอาจจะไม่ได้ทำสัญญาเช่าซื้อแหวนเพชรกับสร้อยคอทองคำตามฟ้องก็เป็นได้ ต้องยกประโยชน์ความสงสัยให้กับจำเลยรายละเอียดปรากฏตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๐๓๒/๒๕๒๗ หมายเลขแดงที่ ๒๗๙๖/๒๕๒๗คดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้ ปัญหาวินิจฉัยมีว่า คำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวยังไม่ชี้ชัดลงไปว่าจำเลยไม่ได้ทำสัญญาเช่าซื้อแหวนเพชรและสร้อยคอทองคำกับโจทก์ดังที่โจทก์ฎีกาหรือไม่ ตามฎีกาของโจทก์อ้างว่า คำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าว เหตุที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ก็เนื่องมาจากมีเหตุสงสัยเท่านั้น จึงเป็นการพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๒๗ วรรคสอง และต้องพิจารณาหลักฐานในคดีนี้ประกอบในคดีอาญาดังกล่าวด้วย ศาลฎีกาได้ตรวจดูรายละเอียดของคำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าว ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่า โจทก์กับสามีน่าจะทราบถึงลายมือชื่อของจำเลย กับตำหนิการเบิกความของโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องที่อ้างว่าเคยเห็นลายมือชื่อจำเลยตอนทำสัญญาเพียงครั้งเดียว และได้วินิจฉัยถึงการทำสัญญาเช่าซื้อว่า โจทก์ไม่น่าจะต้องเดินทางไปทำสัญญาที่บ้านจำเลยเพราะเป็นการเสียเวลาและเสี่ยงภัยเอาแหวนเพชรกับสร้อยคอทองคำไปด้วย จึงเห็นได้ชัดว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์ตลอดจนข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีเป็นที่แน่ชัดแล้ว ฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ทำสัญญาเช่าซื้อแหวนเพชรกับสร้อยคอทองคำจากโจทก์ตามฟ้อง หากแต่ว่าเมื่อสรุปศาลชั้นต้นใช้คำว่ามีเหตุสงสัยซึ่งความจริงตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ได้วินิจฉัยโดยตลอดแล้วไม่เชื่อพยานหลักฐานของโจทก์ว่าจำเลยได้ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์นั่นเอง หาใช่เหตุสงสัยดังถ้อยคำที่ปรากฏในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ฉะนั้น ในเมื่อคำพิพากษาในคดีส่วนอาญาได้ชี้ขาดไปแล้วว่าจำเลยไม่ได้ทำสัญญาเช่าซื้อแหวนเพชรกับสร้อยคอทองคำจากโจทก์ตามฟ้อง ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับประเด็นในคดีนี้ที่ได้กำหนดไว้ในชั้นชี้สองสถานจึงถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นที่ว่า จำเลยได้ทำสัญญาเช่าซื้อทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ไว้แล้ว ทั้งในคดีนี้ซึ่งคู่ความนำสืบทำนองเดียวกับที่สืบในคดีอาญาดังกล่าว ก็ฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ทำสัญญาเช่าซื้อทรัพย์ตามฟ้อง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2533 นางมณี พิมพ์ทอง โจทก์ นายนพพร พรหมภมร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางมณี พิมพ์ทอง · จำเลย - นายนพพร พรหมภมร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จองทรัพย์ เที่ยงธรรม · พนม พ่วงภิญโญ · อุดม มั่งมีดี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายสุพัฒน์ บุญยุบล · ศาลอุทธรณ์ - นายสุนพ กีรติยุติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4715/2542ฎีกา 1917/2559ฎีกา 481/2526ฎีกา 6405/2550ฎีกา 4273-4274/2534ฎีกา 1308/2533ฎีกา 5989/2537ฎีกา 1000/2505ฎีกา 1482/2538ฎีกา 1500/2542ฎีกา 1982/2519ฎีกา 5393/2540ฎีกา 1913/2534ฎีกา 3119/2558ฎีกา 11216/2555ฎีกา 4282/2536ฎีกา 1948/2520ฎีกา 533/2521ฎีกา 451/2531ฎีกา 276/2520ฎีกา 7339/2540ฎีกา 1468/2521ฎีกา 17791/2556ฎีกา 6721-6722/2562
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา