คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10664/2555
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากผู้จะซื้อผิดสัญญาจะซื้อขาย ผู้จะขายย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและไม่ต้องรับผิดในการโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญา
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ ตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายซึ่งมีข้อตกลงว่า จำเลยตกลงขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้โจทก์ โดยโจทก์จะต้องไปชำระเงินที่ยังค้างชำระตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเพื่อไถ่ถอนจำนองแก่ธนาคาร อ. ก่อน แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏจากคำเบิกความโจทก์ว่า จำเลยเป็นผู้ชำระเงินที่ยังค้างชำระและไถ่ถอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากธนาคาร อ. กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้ปฏิบัติตามข้อตกลงในหนังสือสัญญาจะซื้อขายให้ถูกต้อง โจทก์จะขอบังคับจำเลยให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทแก่ตนมิได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 300,000 บาท และให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินพร้อมทั้งจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 133133, 133134 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นชื่อโจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้โจทก์หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ตามทางนำสืบและในชั้นนี้ว่า โจทก์กับจำเลยตกลงกันตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายว่า จำเลยตกลงขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้โจทก์โดยโจทก์จะต้องไปชำระเงินที่ยังค้างชำระตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน เพื่อไถ่ถอนจำนองแก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ก่อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์เองว่า จำเลยเป็นผู้ชำระเงินที่ยังค้างชำระและไถ่ถอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ ดังนี้ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้ปฏิบัติตามข้อตกลงในหนังสือสัญญาจะซื้อขายให้ถูกต้อง โจทก์จะขอบังคับจำเลยให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทแก่ตนมิได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า หนังสือสัญญาจะซื้อขายทำขึ้นโดยเจตนาลวงจึงตกเป็นโมฆะนั้น โจทก์เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงไม่รับวินิจฉัย และที่ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัยปัญหาว่าจำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ข้างต้น ปัญหาดังกล่าวจึงไม่ต้องวินิจฉัย ฎีกาอื่นนอกจากนี้ไม่มีผลต่อคำวินิจฉัย ไม่เป็นสาระที่จะพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10664/2555
นายชูชาติ แดงสวัสดิ์ โจทก์
นายฉอ้อน วัฒนาแก้วศรีเพ็ชร จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายชูชาติ แดงสวัสดิ์ · จำเลย - นายฉอ้อน วัฒนาแก้วศรีเพ็ชร |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ไชยยงค์ คงจันทร์ · เมทินี ชโลธร · สมยศ เข็มทอง |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายไพบูลย์ ทองน่วม · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายปกรณ์ สุวรรณพรหมา |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | พ.1951/2552 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา