⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 11144/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11144/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นในศาล หากมีข้อผิดพลาดที่ทำให้สาระสำคัญของสัญญาคลาดเคลื่อนไปจากเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญา สามารถขอให้ศาลสั่งแก้ไขได้ตามหลักกฎหมายทั่วไปว่าด้วยการแสดงเจตนา.

ย่อคำพิพากษา

สัญญาประนีประนอมยอมความในศาลเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา จะแก้ไขข้อผิดพลาดได้ต่อเมื่อเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 วรรคหนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 12,938,769.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม หากไม่ชำระให้บังคับทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดแทน แล้วต่างตกลงกันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมีข้อความว่า "ข้อ 1. จำเลยทั้งสองยอมรับว่าเป็นหนี้ตามโจทก์ฟ้องจริง และจะชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงิน 12,938,769.40 บาท พร้อมดอกเบี้ย...นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน ข้อ 2. โจทก์ตกลงว่าหากจำเลยทั้งสองชำระหนี้จำนวน 8,570,000 บาท และค่าฤชาธรรมเนียม...ภายใน 60 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความถือเป็นการชำระเสร็จสิ้น... ข้อ 3. หากจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งหรือข้อใดข้อหนึ่ง ให้ถือว่าผิดนัดชำระทั้งหมด ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องดังกล่าวใน ข้อ 2. และยินยอมให้โจทก์บังคับคดี..." ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าเนื้อความในสัญญา ข้อ 3. ทั้งหมดเป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับกรณีที่จำเลยทั้งสองผิดนัดการชำระหนี้ตามสัญญา ข้อ 1. และหรือ ข้อ 2. โดยจำเลยทั้งสองตกลงยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยตามคำขอบังคับในฟ้อง ข้อความในวรรคที่ว่า "ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้อง" เป็นสาระสำคัญ ส่วนข้อความต่อเนื่องที่ว่า "ดังกล่าวใน ข้อ 2." เป็นเพียงพลความ หากถือว่ามิใช่พลความ ข้อความในวรรคนี้ทั้งหมดจะขัดแย้งจนหาสาระไม่ได้ เพราะจำนวนหนี้ตามสัญญา ข้อ 2. มิใช่จำนวนหนี้ทั้งหมดในฟ้องนั่นเอง แสดงว่า ที่ถูกต้องข้อความในวรรคนี้พึงเป็นข้อความว่า "ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องดังกล่าวใน ข้อ 1." ดังนั้น ที่โจทก์ขอให้แก้ไขคำพิพากษาเฉพาะส่วนในข้อความตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3. ในวรรคดังกล่าวตรงท้ายวรรคจาก 2 เป็น 1 ถือว่าเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ศาลพึงมีคำสั่งแก้ไขให้ถูกต้องได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.143

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมว่า ข้อ 1. จำเลยทั้งสองยอมรับว่าเป็นหนี้ตามโจทก์ฟ้องจริง และจะชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงิน 12,938,769.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 7,000,000 บาท และอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 899,218.25 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 พฤศจิกายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วน ข้อ 2. โจทก์ตกลงว่าหากจำเลยทั้งสองชำระหนี้จำนวน 8,570,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ค่าเบี้ยประกันภัย ค่าทนายความ 57,872.52 บาท แก่โจทก์อีกต่างหากภายใน 60 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความถือเป็นการชำระหนี้เสร็จสิ้นและให้ไถ่ถอนหลักประกันโฉนดที่ดินเลขที่ 11044 และ 9496 ตำบลบางพระ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด และโฉนดเลขที่ 3029 ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ข้อ 3. หากจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งหรือข้อใดข้อหนึ่ง ให้ถือว่าผิดนัดชำระทั้งหมด ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องดังกล่าวในข้อ 2 และยินยอมให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ หากขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินไปชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน ข้อ 4. โจทก์และจำเลยทั้งสองยินยอมตามข้อ 1 ถึงข้อ 3 และไม่ติดใจเรียกร้องประการใดอีก ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า ขอแก้ไขข้อผิดพลาดของคำพิพากษาตามยอม ข้อ 3 บรรทัดที่ 2 จากเลข 2 เป็นเลข 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมโดยคดีถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวอันเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาจะแก้ไขข้อผิดพลาดได้ต่อเมื่อเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง สำหรับในคดีนี้เหตุแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 12,938,769.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน 7,000,000 บาท และค่าฤชาธรรมเนียมกับทนายความ หากไม่ชำระให้บังคับจำนองทรัพย์ที่จำนองประกันออกขายทอดตลาดชำระแทนแล้วต่างตกลงกันได้ เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว มีข้อความว่า "ข้อ 1. จำเลยทั้งสองยอมรับว่าเป็นหนี้ตามโจทก์ฟ้องจริง และจะชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงิน 12,938,769.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 7,000,000 บาท และในอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงิน 899,218.25 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 พฤศจิกายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน ข้อ 2. โจทก์ตกลงว่าหากจำเลยทั้งสองชำระหนี้จำนวน 8,570,000 บาท และค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ค่าเบี้ยประกันภัย และค่าทนายความ 57,872.52 บาท แก่โจทก์อีกต่างหากภายใน 60 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความถือเป็นการชำระเสร็จสิ้นและให้ไถ่ถอนหลักประกัน โฉนดที่ดินเลขที่ 11044 และ 9496 ตำบลบางพระ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด และโฉนดเลขที่ 3029 ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ข้อ 3. หากจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งหรือข้อใดข้อหนึ่ง ให้ถือว่าผิดนัดชำระทั้งหมด ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องดังกล่าวในข้อ 2. และยินยอมให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ หากขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินไปชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน ข้อ 4. โจทก์และจำเลยทั้งสองยินยอมตามข้อ 1. ถึงข้อ 3. และไม่ติดใจเรียกร้องประการใดอีก" ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าเนื้อความในสัญญาข้อ 3. ทั้งหมดเป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับกรณีที่จำเลยทั้งสองผิดนัดการชำระหนี้ตามสัญญาข้อ 1. และหรือ ข้อ 2. ข้างต้น โดยจำเลยทั้งสองตกลงยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องดังกล่าว ซึ่งก็คือจำนวนเงิน 12,938,769.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำขอบังคับในฟ้อง จะแปลความเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย ดังนั้น ข้อความในวรรคที่ว่า "ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้อง" จึงเป็นสาระสำคัญ ส่วนข้อความต่อเนื่องไปอีกที่ว่า "ดังกล่าวในข้อ 2." เป็นเพียงพลความ ดังเห็นได้จากว่า หากถือว่ามิใช่พลความ ข้อความในวรรคนี้ทั้งหมดก็จะขัดแย้งกันเองจนหาสาระไม่ได้ เพราะจำนวนหนี้ตามสัญญาข้อ 2. มิใช่จำนวนหนี้ทั้งหมดในฟ้องนั่นเอง จึงบ่งชี้แสดงชัดว่า ที่ถูกต้องข้อความในวรรคนี้พึงเป็นข้อความว่า "ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องดังกล่าวในข้อ 1." ดังนี้ ที่โจทก์ขอให้แก้ไขคำพิพากษาเฉพาะส่วนในข้อความตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3. ในวรรคดังกล่าวตรงท้ายวรรคจาก "2" เป็น "1" อันถือได้ว่าเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ศาลจึงพึงมีคำสั่งเพิ่มเติมแก้ไขให้ถูกต้องได้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตโดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าเป็นการขอแก้ไขในข้อสาระสำคัญโดยเพิ่มความรับผิดของจำเลยทั้งสองให้รับผิดในส่วนของจำนวนหนี้มากขึ้นกว่าเดิม มิใช่ข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับว่า ให้แก้ไขคำพิพากษาในส่วนสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 1 เมษายน 2551 เฉพาะในสัญญาข้อ 3. จากเดิม "หากจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งหรือข้อใดข้อหนึ่ง ให้ถือว่าผิดนัดชำระทั้งหมด ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องดังกล่าวในข้อ 2. ... ฯลฯ ..." เป็นว่า "หากจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งหรือข้อใดข้อหนึ่ง ให้ถือว่าผิดนัดชำระทั้งหมด ยินยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้องดังกล่าวในข้อ 1. ... ฯลฯ ..." ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11144/2555 บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด โจทก์ นางสาวสมจิต แก้วเยื้อง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด · จำเลย - นางสาวสมจิต แก้วเยื้อง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พินิจ สายสอาด · วิจิตร วิสุชาติ · วิทยา วีระประจักษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดตราด - นายมงโคตร เมาลี · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายราเชนทร์ เรืองทวีป
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2119/2554

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5384/2538ฎีกา 9421/2553ฎีกา 2227/2542ฎีกา 84/2524ฎีกา 2701/2537ฎีกา 196/2535ฎีกา 8688/2551ฎีกา 2039/2520ฎีกา 1767/2536ฎีกา 9376/2539ฎีกา 1734/2506ฎีกา 58/2491ฎีกา 258/2525ฎีกา 6210/2534ฎีกา 102/2535ฎีกา 5461/2541ฎีกา 1290/2529ฎีกา 955/2536ฎีกา 4794/2534ฎีกา 6088/2551ฎีกา 7066/2539ฎีกา 6866/2552ฎีกา 267/2495ฎีกา 533/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา