⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 12634/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12634/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ทรงเช็คที่ได้รับเช็คมาโดยสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แม้ว่าผู้โอนเช็คจะกระทำการทุจริตก็ตาม ผู้สั่งจ่ายเช็คจึงต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คให้แก่ผู้ทรงนั้น

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับโดยจำเลยที่ 2 ได้สลักหลังแล้วมอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ โจทก์นำเช็คไปเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้สั่งจ่าย และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้สลักหลังชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่บริษัท ก. แต่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานบริษัทดังกล่าวยักยอกเช็คไป บริษัท ก. ได้แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ต่อเจ้าพนักงานตำรวจแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดต่อโจทก์ ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้กล่าวอ้างต่อสู้ว่า โจทก์รับโอนเช็คพิพาททั้งสองฉบับนั้นมาโดยคบคิดกับจำเลยที่ 2 เพื่อฉ้อฉลจำเลยที่ 1 ก็ต้องถือว่าโจทก์ได้รับเช็คพิพาททั้งสองฉบับมาโดยสุจริต การที่จำเลยที่ 2 แต่ฝ่ายเดียวเป็นผู้ทุจริต จึงไม่เป็นข้อต่อสู้ที่จำเลยที่ 1 จะยกขึ้นใช้ยันต่อโจกท์ซึ่งเป็นผู้ทรงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 905 และมาตรา 916 เมื่อเช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นเช็คที่ออกให้แก่ผู้ถือ โจทก์เป็นผู้ถือจึงนับได้ว่าเป็นผู้ทรง เมื่อโจทก์นำไปขึ้นเงินจากธนาคารตามเช็คไม่ได้ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายจึงต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับนั้นให้แก่โจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.905 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.916

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 200,764 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระให้แก่โจทก์จนเสร็จสิ้น จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 198,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 99,450 บาท นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2550 และต้นเงิน 99,450 บาท นับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความให้ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับเพื่อชำระหนี้ให้แก่บริษัทโกลเด้นกรุ๊พ มาสเตอร์เทรด จำกัด โดยส่งมอบเช็คพิพาททั้งสองฉบับแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานขายของบริษัทดังกล่าว จำเลยที่ 2 ไม่นำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปมอบให้แก่บริษัทโกลเด้นกรุ๊พ มาสเตอร์เทรด จำกัด แต่นำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาททั้งสองฉบับ คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับ และโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คดังกล่าวโดยจำเลยที่ 2 ได้สลักหลังแล้วมอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ โจทก์นำเช็คไปเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน เพราะจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้สั่งจ่าย และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้สลักหลังชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่บริษัท โกลเด้นกรุ๊พ มาสเตอร์เทรด จำกัด แต่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานบริษัทดังกล่าวยักยอกเช็คพิพาททั้งสองฉบับไป บริษัทโกลเด้นกรุ๊พ มาสเตอร์เทรด จำกัด ได้แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ต่อเจ้าพนักงานตำรวจแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดต่อโจทก์ ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้กล่าวอ้างต่อสู้ว่า โจทก์รับโอนเช็คพิพาททั้งสองฉบับนั้นมาโดยคบคิดกับจำเลยที่ 2 เพื่อฉ้อฉลจำเลยที่ 1 ก็ต้องถือว่าโจทก์ได้รับเช็คพิพาททั้งสองฉบับมาโดยสุจริต การที่จำเลยที่ 2 แต่ฝ่ายเดียวเป็นผู้ทุจริต จึงไม่เป็นข้อต่อสู้ที่จำเลยที่ 1 จะยกขึ้นใช้ยันต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 905 และมาตรา 916 เมื่อเช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นเช็คที่ออกให้แก่ผู้ถือ โจทก์เป็นผู้ถือจึงนับได้ว่าเป็นผู้ทรง เมื่อโจทก์นำไปขึ้นเงินจากธนาคารตามเช็คไม่ได้ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายจึงต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับนั้นให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 198,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 99,450 บาท นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2550 และต้นเงิน 99,450 บาท นับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสามศาลรวม 6,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12634/2555 นางสาวอุดมพร พลทมิฬ โจทก์ นายพรพจน์ ลิมตศิริ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวอุดมพร พลทมิฬ · จำเลย - นายพรพจน์ ลิมตศิริ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย · ปริญญา ดีผดุง · ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพระโขนง - นางสรัณยา วิริยะวินิจเจริญ · ศาลอุทธรณ์ - นายกานต์ วงศ์ศิริ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.1510/2554

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1195/2535ฎีกา 369/2522ฎีกา 351/2525ฎีกา 2902/2557ฎีกา 7255/2539ฎีกา 2752/2536ฎีกา 8296/2551ฎีกา 4619/2536ฎีกา 612-615/2519ฎีกา 1952/2537ฎีกา 1036/2520ฎีกา 7617/2543ฎีกา 265/2526ฎีกา 2690/2523ฎีกา 842/2510ฎีกา 1410/2525ฎีกา 908/2534ฎีกา 3934/2525ฎีกา 772/2531ฎีกา 467/2532ฎีกา 3915/2533ฎีกา 944/2529ฎีกา 264/2534ฎีกา 1407/2535
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา