⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 371/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 371/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้รับโอนเช็คที่ทราบข้อตกลงระหว่างผู้สั่งจ่ายและผู้รับสลักหลังว่าเช็คนั้นมีไว้เพื่อค้ำประกันเท่านั้น และไม่ให้โอนหรือเรียกเก็บเงิน ถือว่ารับโอนโดยไม่สุจริตและคบคิดฉ้อฉล ผู้รับโอนนั้นจึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเก็บเงินตามเช็คจากผู้สั่งจ่ายได้

ย่อคำพิพากษา

ขณะรับโอนเช็คพิพาทโจทก์รู้ข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2อยู่แล้วว่าจำเลยทั้งสองได้ตกลงกันให้เช็คพิพาทเป็นเพียงเช็คค้ำประกันเงินกู้ มิให้นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินและไม่ให้โอนไปยังผู้อื่น การที่โจทก์รับโอนเช็คพิพาทไว้จากจำเลยที่ 2ทั้ง ๆ ที่ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวเช่นนี้ จึงเท่ากับโจทก์กระทำโดยไม่สุจริต ถือได้ว่าโจทก์รับโอนเช็คไว้โดยคบคิดกันฉ้อฉลกับจำเลยที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 916 ประกอบด้วยมาตรา 989 โจทก์จึงไม่มีอำนาจนำเช็คพิพาทมาฟ้องเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินตามเช็คพิพาทให้โจทก์.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.5 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.916

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คธนาคารออมสิน สาขาราชดำเนิน2 ฉบับ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 สลักหลังโอนให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ ถึงกำหนดแล้วเรียกเก็บเงินไม่ได้เพราะธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 241,900 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น (ศาลแพ่ง) ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ 2 โอนเช็คพิพาทแก่โจทก์โดยคบคิดกันฉ้อฉล ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามเช็คจำนวน 127,900บาท และจำนวน 114,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีประเด็นชั้นฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่าไม่ต้องรับผิดเพราะโจทก์รับโอนเช็คพิพาทไว้โดยรู้อยู่แล้วว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คคำ้ประกันเงินกู้ที่จำเลยที่ 1 ออกให้ไว้ในการกู้ยืมเงินแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 ตกลงกับจำเลยที่ 2ไว้ว่าจะไม่นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินและไม่โอนไปยังผู้อื่นโจทก์รับโอนเช็คพิพาทไว้โดยคบคิดกันฉ้อฉล ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1จึงมีน้ำหนักและเหตุผล ทำให้เชื่อได้ว่าขณะรับโอนเช็คพิพาทนั้นโจทก์รู้ข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 อยู่แล้วว่า จำเลยทั้งสองได้ตกลงกันเพียงให้เช็คพิพาททั้ง 2 ฉบับ เป็นเพียงเช็คค้ำประกันเงินกู้ มิให้นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินและไม่ให้โอนไปยังผู้อื่น การที่โจทก์รับโอนเช็คพิพาทไว้จากจำเลยที่ 2 ทั้ง ๆที่ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวเช่นนี้จึงเท่ากับโจทก์กระทำโดยไม่สุจริตถือได้ว่าโจทก์รับโอนเช็คพิพาทไว้โดยคบคิดกันฉ้อฉลกับจำเลยที่ 2ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 916 ประกอบด้วยมาตรา 989โจทก์ไม่มีอำนาจนำเช็คพิพาทมาฟ้องเรียกเงินจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1ไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินตามเช็คพิพาทให้โจทก์..." พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 371/2534 นาวาอากาศเอก ณ รงค์ นิล อ่อน โจทก์ นาง วันเพ็ญ สิริวิชช์ หรือ แจ่ม กระจ่าง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาวาอากาศเอก ณ รงค์ นิล อ่อน · จำเลย - นาง วันเพ็ญ สิริวิชช์ หรือ แจ่ม กระจ่าง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม มั่งมีดี · ชุม สุกแสงเปล่ง · โสภณ จันเทรมะ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1739/1739ฎีกา 1195/2535ฎีกา 1750/2505ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3462/2530ฎีกา 369/2522ฎีกา 351/2525ฎีกา 2902/2557ฎีกา 2903/2536ฎีกา 912/2490ฎีกา 7255/2539ฎีกา 2752/2536ฎีกา 1145/2495ฎีกา 612-615/2519ฎีกา 1081-1082/2522ฎีกา 7617/2543ฎีกา 2987/2517ฎีกา 408/2524ฎีกา 4122/2540ฎีกา 1049/2522ฎีกา 3761-3765/2533ฎีกา 178/2485ฎีกา 1325/2506ฎีกา 960/2485
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ