⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1081-1082/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1081-1082/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อขัดขวางการทำนิติกรรมโดยมีเจตนาประสงค์ร้าย ถือเป็นการกระทำละเมิด.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 รู้เห็นในการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงพิพาทกับจำเลยที่ 2 มาก่อน มีเจตนาขัดขวางการโอนที่ดินแปลงพิพาท ด้วยวิธีขออายัดและฟ้องศาล โดยมีคำขอให้ห้ามชั่วคราวมิให้มีการทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงพิพาท ซึ่งเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงเป็นการร่วมกันจงใจกระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เพียงแต่ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยังมิได้จดทะเบียนเพื่อให้การซื้อขายสมบูรณ์ และมิได้ส่งมอบที่ดินให้จำเลยที่ 2 เข้าครอบครอง จำเลยที่ 1 คงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินอยู่ จำเลยที่ 2 จึงยังไม่มีอำนาจใด ๆ ที่จะขับไล่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านของโจทก์ที่ 2 ให้ออกไปจากที่พิพาทได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.5 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.421 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.461 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.462 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1299 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1367

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสองสำนวนนี้ ศาลพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ที่ ๑ ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ ๓ ในสำนวนที่สองว่าโจทก์ที่ ๑ ให้เรียกโจทก์ที่ ๒ ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ ๒ ในสำนวนที่สองว่าโจทก์ที่ ๒ ให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ ๑ ในสำนวนที่สองว่าจำเลยที่ ๑ และเรียกผู้ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมในสำนวนแรกและเป็นโจทก์ในสำนวนที่สองว่าจำเลยที่ ๒ สำนวนแรก โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ เป็นเจ้าของที่ดินโจทก์ที่สองปลูกบ้านอยู่ในที่ดินของโจทก์ที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ทำกลฉ้อฉลหลอกลวงเอาโฉนดที่ดินจากโจทก์ที่ ๑ ไปว่าจะไปจำนองเอาเงินมาค้าขาย แต่กลับเอาไปโอนขายให้แก่จำเลยที่ ๑ เอง ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการโอนขายดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ เข้าเป็นจำเลยร่วม สำนวนที่สอง จำเลยที่ ๒ เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ และโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ว่า จำเลยที่ ๒ ได้ตกลงซื้อที่ดินแปลงพิพาทจากโจทก์ที่ ๒ แต่ที่พิพาทมีชื่อจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของ จึงได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ได้ออกเช็คสั่งจ่ายเป็นค่าซื้อที่ดินให้จำเลยที่ ๑ ไปแล้ว ๔๕๐,๐๐๐ บาท ระหว่างการซื้อขาย โจทก์ที่ ๑ โจทก์ที่ ๒ ใช้สิทธิไม่สุจริตขัดขวางไม่ให้จำเลยที่ ๒ ได้รับการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ โดยได้ขออายัดและฟ้องร้องคดีโดยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามจำหน่ายจ่ายโอนที่พิพาท ทำให้จำเลยที่ ๒ เสียหาย จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ไปโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทให้จำเลยที่ ๒ ให้จำเลยที่ ๑ และโจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายและออกจากที่พิพาท จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ไม่เคยตกลงซื้อที่ดินแปลงพิพาทกับโจทก์ โจทก์ไม่เคยทราบการซื้อขายที่ดินแปลงพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ หลอกลวงให้โจทก์ที่ ๑ สำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม จำเลยที่ ๑ จึงมีเชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงพิพาท โจทก์ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมแล้ว ไม่ได้ละเมิด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงพิพาทให้จำเลยที่ ๒ ให้จำเลยที่ ๑ และโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ พร้อมทั้งบริวารออกจากที่ดินแปลงพิพาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ อุทธรณ์ในสำนวนแรกและจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ในสำนวนที่สอง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ ๒ เดือนละ ๔,๖๘๗ บาท ๕๐ สตางค์ นับแต่วันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๑๘ เป็นต้นไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ฎีกาทั้งสองจำนวน ระหว่างฎีกา นายสอน ตั้งจิตนุสรณ์ จำเลยที่ ๒ ถึงแก่กรรม นางจิตรา ตั้งจิตนุสรณ์ เข้าเป็นคู่ความแทนที่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ รู้เห็นในการที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงพิพาทกับจำเลยที่ ๒ มาก่อน โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ มีเจตนาขัดขวางการโอนที่ดินแปลงพิพาท ด้วยพิธีขออายัด และฟ้องศาล โดยมีคำขอให้ห้ามชั่วคราว มิให้มีการทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงพิพาท ซึ่งเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงเป็นการร่วมกันจงใจกระทำละเมิดต่อจำเลยที่ ๒ ที่โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ฎีกาว่าศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ออกจากที่ดินโฉนดพิพาทเป็นการไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ ๒ เพียงแต่ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงพิพาทกับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ยังมิได้จดทะเบียนเพื่อให้การซื้อขายสมบูรณ์ และมิได้ส่งมอบที่ดินให้จำเลยที่ ๒ เข้าครอบครอง จำเลยที่ ๑ คงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินอยู่ จำเลยที่ ๒ จึงยังไม่มีอำนาจใด ๆ ที่จะขับไล่โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านของโจทก์ที่ ๒ ให้ออกไปจากที่พิพาท ฎีกาของโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องนี้ และตามประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ รับผิดชดใช้ค่าเสียหายฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่าโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ไม่ต้องร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ ๒ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และคำขอของจำเลยที่ ๒ ที่ให้โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ออกจากที่ดินให้ยกเสีย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1081 - 1082/2522 นางพลอย ดวงพิกุล กับพวก โจทก์ นายสอน ตั้งจิตนุสรณ์ ผู้ร้องสอด นายพินิจ พันธ์พัฒน์ ล. นายสอน ตั้งจิตนุสรณ์ โจทก์ นายพินิจ พันธ์พัฒน์ กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางพลอย ดวงพิกุล กับพวก · ผู้ร้องสอด - นายสอน ตั้งจิตนุสรณ์ · ล. - นายพินิจ พันธ์พัฒน์ · โจทก์ - นายสอน ตั้งจิตนุสรณ์ · ล. - นายพินิจ พันธ์พัฒน์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุวรรณพ กองวารี · ปรีชา สุมาวงศ์ · กุศล บุญยืน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดน่าน - นายชวลิต ยอดเณร · ศาลอุทธรณ์ - นายเธียร เจริญวัฒนา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3947/2533ฎีกา 3806/2549ฎีกา 6296/2545ฎีกา 3552/2539ฎีกา 1712/2539ฎีกา 4161/2532ฎีกา 5692/2538ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 770/2535ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 22/2511ฎีกา 8688/2551ฎีกา 4513/2533ฎีกา 8777/2548ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา