⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 13876/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13876/2555

ฉ้อโกงประชาชน

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยมิได้จดทะเบียนตามกฎหมาย ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และการกล่าวอ้างว่าได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายโดยที่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น เป็นการหลอกลวงให้ผู้อื่นหลงเชื่อเพื่อเอาทรัพย์สินไป

ย่อคำพิพากษา

พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 มาตรา 4 ได้บัญญัตินิยาม คำว่า "การฌาปนกิจสงเคราะห์" หมายความว่า กิจการที่บุคคลหลายคนตกลงเข้ากันเพื่อทำการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพ หรือจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวของบุคคลหนึ่งบุคคลใดที่ตกลงเข้ากันนั้นซึ่งถึงแก่ความตาย และมิได้ประสงค์จะหากำไรเพื่อแบ่งปันกัน ซึ่งองค์ประกอบสำคัญของการฌาปนกิจสงเคราะห์คือการตกลงเข้ากันของบุคคลหลายคนที่จะดำเนินกิจการดังกล่าวเสียก่อน จากนั้นกฎหมายจึงบัญญัติให้กิจการดังกล่าวต้องดำเนินการจดทะเบียนในรูปของฌาปนกิจสงเคราะห์ โดยมีบทกำหนดโทษสำหรับผู้ที่ดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยมิได้จดทะเบียนตามมาตรา 50 เพื่อเป็นการควบคุมการดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งเป็นกิจการสาธารณประโยชน์ให้เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย แต่คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ ก. ความว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยเก็บค่าสมาชิกคนละ 2,000 บาท และเก็บเงินค่าช่วยเหลือจัดการศพจากสมาชิกศพละ 20 บาท โดยจัดตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ใช้ชื่อว่า "ฌาปนกิจสงเคราะห์บ้านท่าช้าง" โดยมิได้จดทะเบียนเป็นสมาคมหรือขึ้นทะเบียนการฌาปนกิจสงเคราะห์ตามกฎหมาย กับบรรยายฟ้องในข้อ ข. สรุปว่าจำเลยทั้งสองได้แสดงต่อประชาชนด้วยคำพูดว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันก่อตั้งฌาปนกิจสงเคราะห์ใช้ชื่อว่า ฌาปนกิจสงเคราะห์บ้านท่าช้าง โดยจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือจัดการศพสมาชิกซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยทั้งสองไม่ได้จัดตั้งหรือก่อตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ดังกล่าวขึ้นโดยถูกต้องตามกฎหมาย และไม่มีเจตนาที่จะนำเงินที่ได้รับจากสมาชิกไปช่วยเหลือจัดการศพสมาชิกตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง และโดยการหลอกลวงนั้นจำเลยทั้งสองจึงได้ทรัพย์สินจากผู้เสียหายหลายรายที่หลงเชื่อ ชำระเงินเพื่อเป็นค่าสมาชิกและค่าจัดการศพ จากการบรรยายฟ้องดังกล่าวจะเห็นได้ว่า จำเลยทั้งสองเพียงแต่ใช้ข้ออ้างดังกล่าวหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อ เพื่อให้ได้เงินที่ประชาชนจ่ายให้แก่จำเลยทั้งสองในรูปแบบที่เรียกว่าค่าสมัครสมาชิกและค่าจัดการศพเท่านั้น จำเลยทั้งสองจึงมิได้มีเจตนาที่จะดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์อันเป็นองค์ประกอบความผิดข้อหาดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยไม่ได้จดทะเบียนหรือขึ้นทะเบียนตามกฎหมายตามคำขอให้ลงโทษของโจทก์แต่อย่างใด จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 มาตรา 50

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341 ประมวลกฎหมายอาญา ม.343 พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 ม.4 พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 ม.8 พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 ม.50

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343, 91 พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 มาตรา 4, 9, 50 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายแต่ละคนตามบัญชีจำนวนเงินที่ผู้เสียหายแต่ละคนถูกฉ้อโกงท้ายฟ้อง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,097,190 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก, 93 พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 มาตรา 50 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยผิดกฎหมาย จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานร่วมกันดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยผิดกฎหมาย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้เฉพาะความผิดฐานร่วมกันดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยผิดกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 79 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายแต่ละคนตามบัญชีจำนวนเงินที่ผู้เสียหายแต่ละคนถูกฉ้อโกงตามเอกสารท้ายฟ้องรวมเป็นเงิน 1,097,190 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน จำคุก 3 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยผิดกฎหมาย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีประเด็นต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า คำฟ้องของโจทก์ข้อ ก. ในความผิดฐานร่วมกันดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยผิดกฎหมายนั้นขาดองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่า องค์ประกอบสำคัญของการฌาปนกิจสงเคราะห์คือการตกลงเข้ากันของบุคคลหลายคนที่จะดำเนินกิจการดังกล่าวเสียก่อน จากนั้นกฎหมายจึงบัญญัติให้กิจการดังกล่าวต้องดำเนินการจดทะเบียนในรูปของฌาปนกิจสงเคราะห์ โดยมีบทกำหนดโทษสำหรับผู้ที่ดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยมิได้จดทะเบียนตามมาตรา 50 เพื่อเป็นการควบคุมการดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งเป็นกิจการสาธารณประโยชน์ให้เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย แต่โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ ข. ถึงพฤติการณ์ฉ้อโกงของจำเลยทั้งสองสรุปได้ว่า จำเลยทั้งสองได้แสดงต่อประชาชนด้วยคำพูดว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันก่อตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ใช้ชื่อว่า "ฌาปนกิจสงเคราะห์บ้านท่าช้าง" โดยจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือจัดการศพสมาชิก ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยทั้งสองไม่ได้จัดตั้งหรือก่อตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ดังกล่าวขึ้นโดยถูกต้องตามกฎหมาย และไม่มีเจตนาที่จะนำเงินที่ได้รับจากสมาชิกไปช่วยเหลือจัดการศพสมาชิกตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง และโดยการหลอกลวงนั้นจำเลยทั้งสองจึงได้ทรัพย์สินเป็นเงินจากผู้เสียหายหลายรายที่หลงเชื่อชำระเงินเพื่อเป็นค่าสมัครสมาชิก และค่าจัดการศพตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง จากการบรรยายฟ้องของโจทก์ในข้อ ก. และ ข. นั้น เกิดเหตุในวันเวลาเดียวกันและเห็นได้ว่าเป็นพฤติการณ์เดียวกันของจำเลยทั้งสองซึ่งใช้คำพูดที่เป็นเท็จแก่ประชาชนว่าจำเลยทั้งสองดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์ถูกต้องตามกฎหมาย ความจริงแล้วจำเลยทั้งสองไม่ได้จัดตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ดังกล่าวแต่อย่างใด และคำบรรยายฟ้องที่ว่า จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาที่จะนำเงินที่ได้รับจากสมาชิกไปช่วยเหลือจัดการศพสมาชิกที่ถึงแก่ความตาย จึงเท่ากับว่าจำเลยทั้งสองมิได้มีเจตนาจะดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์ตามบทนิยามของกฎหมายแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองเพียงแต่ใช้ข้ออ้างดังกล่าวหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อ เพื่อให้ได้เงินที่ประชาชนจ่ายให้แก่จำเลยทั้งสองในรูปแบบที่เรียกว่าค่าสมาชิกและค่าจัดการศพเท่านั้น จากคำบรรยายฟ้องของโจทก์แม้จะได้บรรยายแยกความผิดในข้อหาดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยไม่ได้จดทะเบียนหรือขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย และข้อหาฉ้อโกงไว้ต่างหากจากกันก็ตาม แต่ก็เห็นได้ว่าพฤติการณ์ฉ้อโกงของจำเลยทั้งสองตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์นั้น จำเลยทั้งสองมิได้มีเจตนาที่จะดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์อันเป็นองค์ประกอบความผิดในข้อหาดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยไม่ได้จดทะเบียนหรือขึ้นทะเบียนตามกฎหมายตามคำขอให้ลงโทษของโจทก์แต่อย่างใด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13876/2555 พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร โจทก์ นายวิเชียร บุญสุข กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร · จำเลย - นายวิเชียร บุญสุข กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุญรอด ตันประเสริฐ · กรองเกียรติ คมสัน · ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.7499/2553

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 172/2526ฎีกา 4920/2567ฎีกา 2645/2527ฎีกา 3330/2531ฎีกา 2446/2521ฎีกา 12/2543ฎีกา 9264/2557ฎีกา 1080/2505ฎีกา 833/2524ฎีกา 244/2535ฎีกา 1131/2549ฎีกา 2429/2567ฎีกา 1930/2531ฎีกา 2901/2547ฎีกา 445/2536ฎีกา 1495/2508ฎีกา 4009-4010/2549ฎีกา 840/2550ฎีกา 108/2546ฎีกา 2831/2528ฎีกา 3773/2525ฎีกา 1788/2531ฎีกา 779/2541ฎีกา 2174-2175/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา