⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 17095/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17095/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ต้นอ้อยเป็นไม้ล้มลุก ไม่เป็นส่วนควบของที่ดิน และกรรมสิทธิ์ในต้นอ้อยย่อมเป็นของผู้ปลูก เว้นแต่จะมีข้อตกลงเป็นอย่างอื่น. การที่เจ้าของที่ดินสั่งให้ผู้อื่นเข้าทำลายตออ้อยซึ่งเป็นทรัพย์สินของผู้อื่น ถือเป็นการละเมิด.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เช่าที่ดิน น.ค.3. จาก ม. เพื่อทำไร่อ้อย มีกำหนดระยะเวลาการเช่า 6 ปี การปลูกอ้อยของโจทก์เป็นการอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าและต้นอ้อยเป็นไม้ล้มลุก จึงไม่เป็นส่วนควบของที่ดิน ทั้งสัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับ ม. ก็ไม่มีข้อความใดระบุให้ต้นอ้อยหรือตออ้อยตกเป็นสิทธิของ ม. หลังสัญญาเช่าเลิกกัน ดังนั้น การที่ ม. ตกลงเลิกสัญญาเช่ากับโจทก์หลังจากโจทก์ตัดอ้อยของปีที่ 4 และ ม. ขายที่ดินแก่ ล. ก็ไม่มีผลให้กรรมสิทธิ์ในต้นอ้อยตกไปเป็นของ ล. แม้ ล. จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว ก็ไม่มีอำนาจสั่งให้จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างนำรถเข้าไถตออ้อยของโจทก์โดยพลการ แม้จำเลยจะกระทำตามคำสั่งของ ล. เจ้าของที่ดิน แต่จำเลยก็ทราบว่าตออ้อยเป็นของโจทก์ซึ่งเช่าที่ดินจาก ม. ถือได้ว่าจำเลยได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของโจทก์โดยไม่มีอำนาจกระทำได้ตามกฎหมาย เป็นการละเมิด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 204,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 37,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินจากนายมนตรี เพื่อทำไร่อ้อยมีกำหนดอายุสัญญา 6 ปี นับแต่วันทำสัญญา และมีการตกลงเลิกสัญญากันหลังจากโจทก์ตัดอ้อยของปีที่ 4 โดยยังคงมีตออ้อยเหลืออยู่ในที่ดินที่เช่า นายลำดวน บิดาภริยาจำเลยซื้อที่ดินจากนายมนตรีเนื้อที่ประมาณ 78 ไร่ รวมที่ดินที่โจทก์เช่า จำเลยนำรถไถเข้าไถที่ดินที่โจทก์เช่าจากนายมนตรีทำให้ตออ้อยได้รับความเสียหาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า นายมนตรีทำสัญญาขายที่ดินและส่งมอบที่ดินให้นายลำดวนแล้ว กรรมสิทธิ์ในที่ดินย่อมโอนไปยังนายลำดวน การที่นายลำดวนใช้ให้จำเลยเข้าไปไถที่ดินจึงเป็นการกระทำไปโดยสิทธิของเจ้าของที่ดิน ทั้งจำเลยกระทำไปโดยสุจริตตามคำสั่งของนายลำดวน จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดนั้น เห็นว่า การปลูกต้นอ้อยของโจทก์เป็นการอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าและต้นอ้อยเป็นไม้ล้มลุก จึงไม่เป็นส่วนควบของที่ดิน ทั้งสัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับนายมนตรีก็ไม่มีข้อความใดระบุให้ต้นอ้อยหรือตออ้อย ตกเป็นสิทธิของนายมนตรีหลังจากสัญญาเช่าเลิกกัน ดังนั้น การขายที่ดินของนายมนตรีให้แก่นายลำดวนไม่มีผลให้กรรมสิทธิ์ในต้นอ้อยตกไปเป็นของนายลำดวนแต่อย่างใด แม้นายลำดวนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังที่จำเลยอ้าง ก็ไม่มีอำนาจที่จะตัดตออ้อยของโจทก์โดยพลการ แต่การที่จำเลยซึ่งกระทำไปตามคำสั่งของนายลำดวนต้องรับผิดฐานละเมิดหรือไม่ จำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าความเข้าใจของจำเลยเป็นไปโดยจงใจหรือประมาทเลิ่นเล่อหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของจำเลยตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า วันเกิดเหตุจำเลยได้เข้าไปดูสภาพที่ดิน ขณะนั้นมีตออ้อยของโจทก์ซึ่งเช่าที่ดินของนายมนตรี จำเลยจึงสั่งให้คนงานไถที่ดิน คำเบิกความแสดงให้เห็นว่าจำเลยทราบดีว่าตออ้อยไม่ใช่ทรัพย์สินของนายลำดวน แม้จะเป็นการกระทำโดยคำสั่งของนายลำดวนเจ้าของที่ดิน แต่ตามพฤติการณ์ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของโจทก์โดยไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ตามกฎหมาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และเป็นการโต้แย้งสิทธิในทรัพย์สินของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและจำเลยต้องรับผิดในผลที่เกิดจากการกระทำของตน ที่จำเลยฎีกาว่า ตออ้อยมีอายุประมาณ 3 ถึง 4 ปี และต้องรื้อถอนแล้วปลูกพันธุ์อ้อยใหม่ หากปล่อยไว้ต่อไปจะไม่คุ้มค่ากับการลงทุน โจทก์ตัดอ้อยในปีที่ 4 ตออ้อยจึงหมดอายุไม่อาจใช้เป็นพันธุ์ได้ โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์จึงไม่ถูกต้องนั้น โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า อายุของต้นอ้อยที่ปลูกลงในแต่ละครั้งนั้นสามารถใช้ตอเดิมให้ผลผลิตได้ถึง 6 ปี สอดคล้องกับสัญญาเช่าที่ดินและคำเบิกความของนายมนตรีที่ว่า ในปีที่ 4 แม้ต้นอ้อยจะเหลือเพียงตอ แต่หากปริมาณฝนปีนั้นมาก ตออ้อยจะแตกกิ่งเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ จำเลยไม่ได้ปฏิเสธความข้อนี้ คงโต้แย้งเพียงว่าตออ้อยจะให้ผลผลิตดีในช่วง 3 ปี เท่านั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตออ้อยที่มีอายุเกินกว่า 3 ปี ยังสามารถให้ผลผลิตได้ไม่มากก็น้อย หาใช่หมดอายุที่จะเก็บเกี่ยวดังที่จำเลยอ้างไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ในอัตราไร่ละ 2,500 บาท นับว่าเป็นจำนวนเงินที่เหมาะสมแล้ว ฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17095/2555 นายประกอบ ทองกุล โจทก์ นายมานิตย์ มาเต็ง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายประกอบ ทองกุล · จำเลย - นายมานิตย์ มาเต็ง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด · สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร · สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงนครสวรรค์ - นายอิสระ ภูสีน้อย · ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายอรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2535/2553

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 265/2534ฎีกา 246/2522
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา