⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 22746/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22746/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลจะลงโทษจำเลยในความผิดใดได้นั้น ต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่โจทก์ฟ้องและประสงค์ให้ลงโทษเท่านั้น หากมีข้อเท็จจริงอื่นเกิดขึ้นภายหลังการฟ้องคดี ศาลจะนำข้อเท็จจริงนั้นมาลงโทษจำเลยไม่ได้ เว้นแต่จะได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องให้ถูกต้อง

ย่อคำพิพากษา

จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่วินรถจักรยานยนต์พูดว่า หากใครไม่จ่ายไม่ให้จอด ระวังจะจำเบอร์ไม่ได้ จำซอยไม่ได้ ขับเงียบ ๆ ใกล้จะหมดเวลาของพวกมึงแล้ว มีลักษณะเป็นการข่มขู่ผู้เสียหายทั้งสามว่าอาจถูกทำร้าย หลังจากมีการแจ้งความร้องทุกข์แล้วแต่ไม่มีการควบคุมตัวจำเลยในระหว่างดำเนินคดี ผู้เสียหายทั้งสามเกรงจะได้รับอันตรายและถูกห้ามขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในซอยเกิดเหตุจึงต้องจำยอมจ่ายเงินให้แก่จำเลยวันละ 15 บาท ตามที่จำเลยเรียกร้อง แต่ข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายทั้งสามจำยอมจ่ายเงินให้แก่จำเลยวันละ 15 บาท ภายหลังมีการแจ้งความร้องทุกข์แล้วนั้น ปรากฏแต่ในทางพิจารณาโดยโจทก์ไม่ได้กล่าวไว้ในฟ้อง ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ จึงต้องห้ามมิให้ศาลลงโทษจำเลยโดยอาศัยข้อเท็จจริงนั้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงลงโทษจำเลยได้แต่ในความผิดฐานพยายามกรรโชกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 337 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 เท่านั้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.337

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 337 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคหนึ่ง, 80 ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า ผู้เสียหายทั้งสามมีอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างที่วินรถซอยสุขุมวิท 98/1 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจำเลยเป็นหัวหน้าผู้ดูแลวินรถและเรียกเก็บเงินจากผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างเป็นรายวันคนละ 70 บาท และผู้เสียหายทั้งสามกับพวกจ่ายให้จำเลยตลอดมา จนกระทั่งปี 2546 ที่รัฐบาลมีประกาศให้ผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างไปขึ้นทะเบียนและรับหมายเลขประจำตัวจากสำนักงานเขตท้องที่เพื่อไม่ให้มีการเรียกเก็บค่าวินรถจักรยานยนต์รับจ้างอีก หลังจากนั้นจำเลยได้ลดจำนวนเงินที่เรียกเก็บจากผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในซอยที่เกิดเหตุเหลือเพียงวันละ 15 บาท ต่อมาวันที่ 8 ธันวาคม 2546 ผู้เสียหายทั้งสามไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าจำเลยขู่เข็ญบังคับให้ผู้เสียหายทั้งสามจ่ายค่าจอดรถในวินรถดังกล่าวให้แก่จำเลย แต่ผู้เสียหายทั้งสามไม่ยอมจ่ายให้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้ก่อนหน้าที่รัฐบาลจะประกาศนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลและไม่ให้มีการเก็บเงินค่าวินรถจักรยานยนต์ ผู้เสียหายทั้งสามจะเคยจ่ายเงินค่าวินขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในซอยที่เกิดเหตุก็ตาม แต่หลังจากมีประกาศของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิเรียกรับเงินใดๆ จากผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในซอยเกิดเหตุได้อีก แต่จำเลยรับว่ายังเก็บเงินโดยอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับน้ำดื่มใส่น้ำแข็งที่จัดให้แก่ผู้ขับรถจักรยานยนต์ในซอยเกิดเหตุอีก และผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เบิกความยืนยันว่าในวันเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่วินรถจักรยานยนต์ได้พูดว่าหากใครไม่จ่ายไม่ให้จอดระวังจะจำเบอร์ไม่ได้ จำซอยไม่ได้ ขับเงียบ ๆ ใกล้จะหมดเวลาของพวกมึงแล้ว ซึ่งมีลักษณะเป็นการข่มขู่ผู้เสียหายทั้งสามว่าอาจถูกทำร้าย ทั้งไม่อนุญาตให้จอดรถจักรยานยนต์ในซอยเกิดเหตุอันเป็นการจำกัดเสรีภาพในการดำรงชีพตามปกติของผู้เสียหายทั้งสาม ทั้งหลังจากสำนักงานเขตพระโขนงได้ขึ้นทะเบียนผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในซอยเกิดเหตุไว้ 61 คน โดยให้หมายเลข 1 ถึง 61 แล้ว จำเลยจัดให้มีผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในซอยเกิดเหตุเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากที่ได้มีการขึ้นทะเบียนไว้ถึง 10 คน บางคนก็มีหมายเลขซ้ำกับผู้ที่ขึ้นทะเบียนไว้ บางคนก็ได้หมายเลขใหม่ตั้งแต่หมายเลข 62 ถึง 65 โดยมีผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างหมายเลข 62 ซึ่งเป็นลูกน้องของจำเลยมาเก็บเงินแทนจำเลยในบางครั้งด้วย พฤติการณ์ของจำเลยจึงเป็นการกระทำเยี่ยงผู้มีอิทธิพลไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายย่อมทำให้ผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในซอยที่เกิดเหตุรวมทั้งผู้เสียหายทั้งสามเกิดความกลัวเกรงว่าอาจถูกทำร้ายหรือห้ามขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในซอยเกิดเหตุได้ ดังจะเห็นได้ว่าหลังจากมีการแจ้งความร้องทุกข์แล้ว แต่ไม่มีการควบคุมตัวจำเลย ในระหว่างดำเนินคดีผู้เสียหายทั้งสามเกรงจะได้รับอันตรายและถูกห้ามขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในซอยเกิดเหตุจึงต้องจำยอมจ่ายเงินให้แก่จำเลยวันละ 15 บาท ตามที่จำเลยเรียกร้องต่อมาอีก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 แล้ว แต่ข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายทั้งสามจำยอมจ่ายเงินให้แก่จำเลยวันละ 15 บาท ภายหลังจากมีการแจ้งความร้องทุกข์แล้วนั้น ปรากฏแต่ในทางพิจารณาโดยโจทก์ไม่ได้กล่าวไว้ในฟ้อง ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ จึงต้องห้ามมิให้ศาลลงโทษจำเลยโดยอาศัยข้อเท็จจริงนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงลงโทษจำเลยได้แต่ในความผิดฐานพยายามกรรโชกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 80 เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อโจทก์มิได้ฎีกาให้กำหนดโทษจำคุกจำเลยให้หนักขึ้น ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขโทษจำคุกให้หนักกว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ได้ พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22746/2555 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสมพงษ์ มั่นคง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นายสมพงษ์ มั่นคง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์ · เกษม เกษมปัญญา · จินดา ปัณฑะโชติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นางปราณี เชาวลิต · ศาลอุทธรณ์ - นายประเสริฐ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3969/2551

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 9114/2552ฎีกา 681/2491ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1992/2530ฎีกา 753/2539ฎีกา 20/2491ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 1795/2493ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 1368/2509ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 2108/2536ฎีกา 831/2532ฎีกา 11/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา