⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5122-5123/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5122-5123/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยหลายกระทงโดยเรียงกระทงลงโทษ มีผลเสมือนเป็นการนับโทษต่อ ซึ่งต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ หากไม่เป็นไปตามเงื่อนไขถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

จำเลยออกเช็ค 5 ฉบับ โจทก์นำคดีมาแยกฟ้องเป็น 2 สำนวน สำนวนแรก 2 ฉบับ สำนวนที่สองอีก 3 ฉบับ โดยแต่ละสำนวนโจทก์ไม่ได้ขอให้นับโทษจำเลยต่อ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 1 เดือน โดยเรียงกระทงลงโทษ มีผลเสมือนเป็นการนับโทษต่อจึงไม่ชอบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูล ให้ประทับฟ้องทั้งสองสำนวน จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 เดือน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า แพมณีฆเณศวร์หรือแพน้องปุ้น โดยนางสาวพัชรนันท์หรือติ๋ม น้องสาวจำเลย และนายประเสริฐ น้องเขยจำเลยได้สั่งซื้อสินค้าประเภทปลาและปลาหมึกหลายครั้งจากโจทก์ซึ่งใช้ชื่อทางการค้าว่า แพต้อหนะ เป็นเงิน 1,650,000 บาท โดยนายประเสริฐสั่งจ่ายเช็คชำระค่าสินค้าแก่โจทก์บางส่วน เป็นจำนวนเงิน 850,000 บาท เมื่อเช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน และนายประเสริฐหลบหนีไป โจทก์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ นายนิวัฒน์ พี่ชายโจทก์ และนายหมัดไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริง ผู้ใหญ่บ้าน จึงไปบ้านจำเลยทวงถามหนี้จากจำเลย จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาท 5 ฉบับ และเช็คอื่นอีก 6 ฉบับ รวมเป็นเงิน 1,650,000 บาท แก่โจทก์ เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดชำระมีการนำไปเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท 3 ฉบับ อ้างว่ามีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงิน และบัญชีปิดแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยนำสืบและฎีกาว่าจำเลยมิได้เป็นหนี้ค่าซื้อปลาและปลาหมึกดังโจทก์ฟ้อง เพราะนางสาวติ๋มน้องสาวจำเลยและนายประเสริฐ น้องเขยจำเลยเป็นผู้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ แต่เช็คที่นายประเสริฐสั่งจ่ายชำระสินค้าบางส่วนเรียกเก็บเงินไม่ได้และนายประเสริฐหลบหนี โจทก์กับพวกจึงมาข่มขู่ให้จำเลยสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้แทนนายประเสริฐ เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับครอบครัวดำเนินกิจการแพมณีฆเณศวร์ โดยน้องสาวและนายประเสริฐน้องเขยเป็นผู้ดำเนินการติดต่อซื้อสินค้าจากโจทก์มาจำหน่ายต่อให้แก่ลูกค้ารายย่อย ดังนี้ หนี้ค่าสินค้าจำนวน 1,650,000 บาท ที่น้องสาวและน้องเขยของจำเลยสั่งซื้อจากโจทก์จึงเป็นหนี้ที่จำเลยต้องร่วมรับผิดชำระให้แก่โจทก์ ที่จำเลยสั่งจ่ายเช็ค 11 ฉบับ รวมทั้งเช็คพิพาทมอบให้โจทก์จึงเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่จริง ที่จำเลยอ้างว่าออกเช็คเพราะถูกข่มขู่ โจทก์นำสืบยืนยันว่าในวันดังกล่าวไม่ได้พาชายฉกรรจ์อีกหลายคนมาข่มขู่จำเลยดังจำเลยอ้าง ส่วนจำเลยคงมีเพียงจำเลยเบิกความลอย ๆ เห็นว่า ขณะโจทก์กับพยานโจทก์ทั้งสองไปบ้านจำเลยเป็นเวลาเช้า ภายในบ้านจำเลยมีจำเลย บุตรจำเลย บิดาและน้องสาวของจำเลยอยู่ด้วยในขณะจำเลยสั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์ แต่จำเลยกลับมิได้อ้างบุคคลดังกล่าวเป็นพยานสนับสนุนข้ออ้างของตน ทั้งไม่นำนายหมัดซึ่งเป็นพยานคนกลางที่พาโจทก์กับพวกมาบ้านจำเลยมาเบิกความ ยิ่งกว่านั้น การที่จำเลยสั่งจ่ายเงินตามเช็คจำนวนมากทั้ง ๆ ที่อ้างว่าตนมิได้เป็นหนี้โจทก์ จำเลยน่าที่จะต้องรีบโทรศัพท์หรือแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจทันทีเพราะมีลักษณะเป็นการกระทำความผิดทางอาญา แต่จำเลยกลับเพิกเฉยและไปทำธุระตามปกติ ทั้ง ๆ ที่จำเลยรู้จักเจ้าพนักงานตำรวจชั้นสัญญาบัตรหลายคนให้ช่วยเหลือหรือให้คำแนะนำได้ ที่จำเลยอ้างว่าแจ้งความเรื่องถูกข่มขู่เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2546 รุ่งขึ้นจากวันที่ออกเช็คยังไม่อาจรับฟังว่าเป็นจริงดังอ้าง เพราะตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีในสำนวนแรก มีข้อความระบุว่าโจทก์กับพวกมาข่มขู่จำเลยในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยออกเช็คพิพาททั้งห้าฉบับให้แก่โจทก์เพราะถูกข่มขู่ เมื่อเช็คพิพาทถูกปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะจำเลยมีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงินและธนาคารปิดบัญชีของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค จึงมีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง จำเลยออกเช็ค 5 ฉบับ โจทก์นำคดีมาแยกฟ้องเป็น 2 สำนวน สำนวนแรก 2 ฉบับ สำนวนที่สองอีก 3 ฉบับ โดยแต่ละสำนวนโจทก์ไม่ได้ขอให้นับโทษจำเลยต่อ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 1 เดือน โดยเรียงกระทงลงโทษถือว่ามีผลเสมือนเป็นการนับโทษต่อซึ่งไม่ชอบ เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยสำนวนแรกรวม 2 เดือน สำนวนที่สองจำคุกรวม 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5122 - 5123/2555 นางสนต้อหนะ หวันหล๊ะเบ๊ะ โจทก์ นางมหิพรมณีชนก ทีปรักษพันธ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสนต้อหนะ หวันหล๊ะเบ๊ะ · จำเลย - นางมหิพรมณีชนก ทีปรักษพันธ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อัปษร หิรัญบูรณะ · อนันต์ ชุมวิสูตร · ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงสงขลา - นายอนันต์ ยอดเพชร · ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายชัยพัฒน์ ชินวงศ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ1781/2551

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4641/2530ฎีกา 5326/2550ฎีกา 12193/2555ฎีกา 4825/2553ฎีกา 6660/2540ฎีกา 1502/2550ฎีกา 18851/2555ฎีกา 332/2536ฎีกา 400/2529ฎีกา 1447/2531ฎีกา 3987/2526ฎีกา 6178/2541ฎีกา 1093/2568ฎีกา 2848/2527ฎีกา 3146/2541ฎีกา 255/2529ฎีกา 7945/2542ฎีกา 9026/2553ฎีกา 7570/2541ฎีกา 591/2540ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1514/2532ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา