⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5645/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5645/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่ความตกลงกันให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเพื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์จำนองชำระหนี้ ย่อมทำให้มูลหนี้เดิมระงับ และคู่ความต้องผูกพันตามมูลหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีโดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเท่านั้น จะบังคับคดีด้วยวิธีการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดตามมูลหนี้เดิมไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์และจำเลยทั้งสามทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยทั้งสามยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องและตกลงร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามตกลงชำระหนี้โจทก์โดยนำทรัพย์จำนองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน หากผิดนัด ยินยอมให้โจทก์ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ทันทีเพียงประการเดียว ไม่มีข้อความตอนใดแสดงให้เห็นว่ามีการตกลงกันให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ได้สองวิธีคือ นำทรัพย์จำนองตีราคาชำระหนี้ หรือนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ การที่สัญญาระบุว่าจำเลยทั้งสามรับว่าเป็นหนี้และตกลงร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ก็เป็นเพียงการยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้มูลหนี้เดิมระงับ โจทก์และจำเลยทั้งสามต้องผูกพันกันตามมูลหนี้ใหม่โจทก์ชอบที่จะบังคับคดีโดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โจทก์หามีสิทธิเลือกบังคับคดีด้วยวิธีการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิมแก่โจทก์ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.271 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.852

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้เป็นเงิน 1,086,829.35 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงนำยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3392 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง และที่ดินโฉนดเลขที่ 27852 ถึง 27854 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดและประกาศขายทอดตลาดทรัพย์จำนองเนื่องจากการบังคับคดีไม่เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดและการประกาศขายทอดตลาดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3392 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง และที่ดินโฉนดเลขที่ 27852 ถึง 27854 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2550 โจทก์และจำเลยทั้งสามทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด ต่อมาจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โจทก์จึงนำยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3392 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง และที่ดินโฉนดเลขที่ 27852 ถึง 27854 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด ปรากฏตามสัญญาประนีประนอมมีข้อความในสาระสำคัญว่า จำเลยทั้งสามตกลงยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องและตกลงร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,086,829.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำเลยทั้งสามตกลงชำระหนี้โจทก์โดยนำทรัพย์จำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3392 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง และที่ดินโฉนดเลขที่ 27852 ถึง 27854 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญา ค่าภาษีและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยทั้งสามเป็นผู้ชำระทั้งหมด หากจำเลยทั้งสามผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีและยอมให้โจทก์ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างได้ทันที และโจทก์ยอมตามข้อตกลงโดยไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดไว้ชัดแจ้งให้จำเลยทั้งสามโอนทรัพย์จำนองตีใช้หนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ ไม่มีข้อความตอนใดกำหนดหรือแสดงให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงกันให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ได้สองวิธีคือ นำทรัพย์จำนองตีราคาชำระหนี้ หรือนำเงินตามสัญญาประนีประนอมมาชำระหนี้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญาดังที่โจทก์อ้างแต่อย่างใด การที่สัญญาดังกล่าวระบุว่าจำเลยทั้งสามรับว่าเป็นหนี้และตกลงร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ก็เป็นเพียงการยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น ดังนี้ เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยตกลงให้จำเลยทั้งสามนำทรัพย์จำนองตีชำระหนี้แก่โจทก์เพียงประการเดียว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้มูลหนี้เดิมระงับ โจทก์และจำเลยทั้งสามจึงต้องผูกพันกันตามมูลหนี้ใหม่ โดยจำเลยทั้งสามต้องโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์จำนองให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงชอบที่จะบังคับคดีโดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ตามที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โจทก์หามีสิทธิเลือกบังคับคดีด้วยวิธีการยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อนำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิมแก่โจทก์ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5645/2555 ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ณัฐบดี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด ณัฐบดี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไมตรี ศรีอรุณ · สมควร วิเชียรวรรณ · วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดลำปาง - นายวรัญญู แสงศิริ · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายวิเศษ นิ่มกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.541/2554

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2660/2536ฎีกา 6789/2541ฎีกา 3996/2541ฎีกา 5610/2548ฎีกา 5801/2538ฎีกา 3808/2526ฎีกา 3581/2538ฎีกา 6193/2551ฎีกา 1415/2540ฎีกา 945/2504ฎีกา 2335/2551ฎีกา 1000/2505ฎีกา 1763/2551ฎีกา 7168/2542ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2460/2517ฎีกา 643/2497ฎีกา 1897/2512ฎีกา 1646/2519ฎีกา 39/2524ฎีกา 7051/2540ฎีกา 161/2507ฎีกา 1818/2543ฎีกา 898/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา