⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6079/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6079/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานยักยอกที่เกิดขึ้นขณะที่เจ้าของทรัพย์ยังมีชีวิตอยู่ เจ้าของทรัพย์นั้นย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ได้ แม้เจ้าของทรัพย์จะถูกสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ก็ยังสามารถดำเนินคดีได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ เว้นแต่จะถูกทำร้ายจนไม่สามารถจัดการเองได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันครอบครองเงินของ ฮ. และเบียดบังยักยอกเงินจำนวนดังกล่าวไป การกระทำที่โจทก์กล่าวหานี้เกิดขึ้นขณะที่ ฮ. ยังมีชีวิตอยู่ จึงเป็นการกระทำต่อ ฮ. เจ้าของทรัพย์ ฮ.จึงเป็นผู้เสียหายตามมาตรา 2 (4) และมีอำนาจร้องทุกข์ตามมาตรา 3 (1) ประกอบมาตรา 2 (7) แม้ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางจะมีคำสั่งให้ ฮ. เป็นผู้เสมือนคนไร้ความสามารถ แต่ ฮ. ยังสามารถดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เหมือนเช่นบุคคลทั่วไปได้ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้พิทักษ์ ประกอบกับ ฮ. มิได้ถูกจำเลยทั้งสี่ทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้ อันจะทำให้โจทก์ร่วมในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. มีอำนาจจัดการแทนได้ตามมาตรา 5 (2) เมื่อโจทก์ร่วมซึ่งไม่ได้เป็นผู้เสียหายเป็นผู้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานยักยอกซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ จึงถือไม่ได้ว่าคดีนี้มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบที่จะทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนในความผิดต่อส่วนตัวหรือความผิดอันยอมความได้และถือเท่ากับว่ายังไม่มีการสอบสวน ย่อมส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 120

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.5 ประมวลกฎหมายอาญา ม.352 ประมวลกฎหมายอาญา ม.354 ประมวลกฎหมายอาญา ม.356

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352, 354 และสั่งให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงิน 4,969,501 บาท แก่กองมรดกของนางฮวย จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายฐิติวัจน์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางฮวย ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 ลงโทษจำคุก 2 ปี และปรับ 6,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท เป็นความผิดอันยอมความได้และพฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรง จำเลยที่ 2 เป็นหญิงอายุมากถึง 67 ปีแล้ว ไม่ปรากฏว่าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 2 คืนเงิน 1,200,000 บาท แก่กองมรดกของนางฮวย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 เป็นน้องของนางฮวย จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับโจทก์ร่วมเป็นบุตรของนายไช่ฮวดกับนางฮวย เมื่อปี 2512 นายไช่ฮวดกับนางฮวยจดทะเบียนหย่ากัน ต่อมาปี 2523 นางฮวยจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 ประมาณปี 2539 นางฮวยประสบอุบัติเหตุตกรถจักรยานยนต์ต้องผ่าตัดสมองแล้วเป็นอัมพาต ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งให้นางฮวยเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและตั้งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้พิทักษ์ร่วมกัน ต่อมาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางอนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขายทรัพย์สินของนางฮวยแทนเพื่อนำเงินไปชำระหนี้และเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาพยาบาล จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 33239 แขวงแสมดำ (บางขุนเทียน) บางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยที่ 4 ในราคา 500,000 บาท ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 6433, 6434 และ 6435 ให้แก่จำเลยที่ 4 ในราคา 2,500,000 บาท ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 6436, 6437 และ 6438 ให้แก่บริษัทเอมรา จำกัด ซึ่งมีจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการในราคา 2,500,000 บาท และขายสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุให้แก่นายปรีชา ในราคา 5,000,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 10,500,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินดังกล่าวไปชำระหนี้ของนางฮวยตามคำพิพากษาตามยอมคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2962/2539 ของศาลจังหวัดชลบุรี และคดีหมายเลขแดงที่ 5202/2539 ของศาลแพ่งธนบุรี เป็นเงินประมาณ 5,000,000 บาท แล้วนำเงินบางส่วนฝากเข้าบัญชีธนาคารออมสิน สาขาบางกรวย กับซื้อสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รวมค่าตกแต่งภายในประมาณ 600,000 บาท ใช้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกับนางฮวย และจำเลยที่ 2 เบิกความรับว่า นำเงินส่วนหนึ่งไปซื้อสลากออมสินจำนวน 1,000,000 บาทเศษ ในนามของจำเลยที่ 2 คนเดียว โดยมีการเบิกเงินออกจากบัญชีจำนวนเงิน 1,200,000 บาท ต่อมานางฮวย ถึงแก่ความตาย ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งตั้งโจทก์ร่วมเป็นผู้จัดการมรดกของนางฮวย ปรากฏว่า เงินฝากในธนาคารออมสิน สาขาบางกรวย เหลือเพียง 200,000 บาทเศษ โจทก์ร่วมเห็นว่า เงินในบัญชีเงินฝากขาดหายไป 4,900,000 บาทเศษ จึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์ที่กล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กระทำผิดก่อนวันที่นางฮวยถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ประกอบมาตรา 2 (7) กำหนดให้ผู้เสียหายเท่านั้นที่จะมีอำนาจร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดได้ เมื่อคดีความผิดตามที่โจทก์ฟ้องเป็นความผิดอันยอมความได้หรือความผิดต่อส่วนตัว พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนก็ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบตามมาตรา 121 วรรคสอง และโจทก์จะมีอำนาจฟ้องก็ต่อเมื่อมีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อนเช่นกันตามมาตรา 120 เมื่อคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 9 มิถุนายน 2540 เวลาใดไม่ปรากฏชัดถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 เวลาใดไม่ปรากฏชัดต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสี่ร่วมกันครอบครองเงินที่ได้จากการขายที่ดินและขายสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุของนางฮวยและเบียดบังยักยอกเอาเงินจำนวนดังกล่าวไป เมื่อนางฮวยถึงแก่ความตายวันที่ 20 มีนาคม 2546 การกระทำที่โจทก์กล่าวหาในขณะที่นางฮวยยังมีชีวิตอยู่ จึงเป็นการกระทำความผิดต่อนางฮวยผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ นางฮวยจึงเป็นผู้เสียหายตามมาตรา 2 (4) และมีอำนาจร้องทุกข์ได้ตามมาตรา 3 (1) ประกอบมาตรา 2 (7) แม้นางฮวยจะพิการเดินไม่ได้เพราะเป็นอัมพาตและศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก็ตาม แต่นางฮวยก็ยังสามารถดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เหมือนเช่นบุคคลทั่วไปได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้พิทักษ์ก่อนดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 34 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบกับนางฮวยมิได้ถูกจำเลยทั้งสี่ทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้อันจะทำให้โจทก์ร่วมในฐานะผู้จัดการมรดกของนางฮวยมีอำนาจจัดการแทนนางฮวยได้ตามมาตรา 5 (2) เมื่อโจทก์ร่วมซึ่งไม่ได้เป็นผู้เสียหายเป็นผู้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และ 354 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้หรือความผิดต่อส่วนตัวตามมาตรา 356 จึงถือไม่ได้ว่า คดีนี้มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบที่จะทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนในความผิดต่อส่วนตัวได้ และถือเท่ากับว่ายังไม่ได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน ย่อมส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 120 ส่วนคำฟ้องที่กล่าวหาว่า จำเลยที่ 2 กระทำผิดหลังวันที่นางฮวยถึงแก่ความตาย ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 นำเงินส่วนหนึ่งไปซื้อสลากออมสินจำนวน 1,000,000 บาท เศษ ในนามของจำเลยที่ 2 คนเดียวโดยมีการเบิกเงินออกจากบัญชี จำนวนเงิน 1,200,000 บาท เห็นว่า การกระทำในส่วนนี้ของจำเลยที่ 2 ย่อมเป็นความผิดสำเร็จก่อนนางฮวยถึงแก่ความตายถึง 4 ปีเศษ การที่โจทก์ร่วมเป็นผู้จัดการมรดกของนางฮวยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2546 ตามคำสั่งของศาลแพ่งธนบุรี โจทก์ร่วมอ้างว่าเพิ่งทราบและมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2547 ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำต่อเนื่องกันจนถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 โจทก์ร่วมจึงไม่เป็นผู้เสียหาย กรณีจึงถือไม่ได้ว่า คดีนี้มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบที่จะทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนในความผิดต่อส่วนตัวได้ ถือเท่ากับว่ายังไม่ได้มีการสอบสวน ย่อมส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 120 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมมา จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และให้ยกฟ้องโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6079/2555 พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี โจทก์ นายฐิติวัจน์ ชัยลิขิตธรรม โจทก์ร่วม นายสมชัย ผาสุขภักดิ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี · โจทก์ร่วม - นายฐิติวัจน์ ชัยลิขิตธรรม · จำเลย - นายสมชัย ผาสุขภักดิ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีระชาติ เอี่ยมประไพ · สมชาย พันธุมะโอภาส · ธราธร ศิลปโอสถ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายอุทัย พิศวง · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายอภิรัตน์ ลัดพลี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3847/2551

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7100/2538ฎีกา 1057/2514ฎีกา 8080/2538ฎีกา 313/2526ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 754/2486ฎีกา 3593/2529ฎีกา 2252/2560ฎีกา 11720/2555ฎีกา 389/2542ฎีกา 3595/2532ฎีกา 5138/2537ฎีกา 2794/2516ฎีกา 617/2536ฎีกา 276/2520ฎีกา 858-861/2554ฎีกา 1813/2531ฎีกา 10552/2553ฎีกา 3620/2566ฎีกา 2894/2523ฎีกา 420-421/2507ฎีกา 2386/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา