คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6239/2555
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การโอนทรัพย์สินโดยรู้ว่าเป็นการทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ ถือเป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ให้เจ้าหนี้เสียเปรียบตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินจนเจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าว แล้วจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ไป จำเลยที่ 1 ย่อมรู้ดีว่าทำให้โจทก์ไม่อาจที่จะบังคับชำระหนี้เอาจากที่ดินพิพาท ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินอื่นพอจะชำระหนี้ได้ และจำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่าไม่ได้ประกอบอาชีพและไม่มีรายได้ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 20425 ตำบลล้อมแรด อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินดังกล่าวมาเป็นของจำเลยที่ 1 หากไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 20425 ตำบลล้อมแรด อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ระหว่างจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน แต่ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 3,000 บาท และในชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาททั้งรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบหรือไม่ เห็นว่า แม้การที่จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ยึดถือโฉนดที่ดินพิพาทไว้จะไม่มีผลบังคับในทางจำนองแต่ก็แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ว่าจำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ยึดโฉนดที่ดินดังกล่าวเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระโจทก์สามารถบังคับคดีเอากับที่ดินแปลงดังกล่าวได้และเพื่อไม่ให้จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรมใดๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนั่นเอง การที่จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินจนเจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าว แล้วจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ไป จำเลยที่ 1 ย่อมรู้ดีว่าทำให้โจทก์ไม่อาจที่จะบังคับชำระหนี้เอาจากที่ดินพิพาท ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินอื่นพอจะชำระหนี้ได้ และจำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่าไม่ได้ประกอบอาชีพและไม่มีรายได้ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6239/2555
นางจิรารัตน์ คูสวัสดิ์ โจทก์
นายตั๋น บุตรจุ้ม กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางจิรารัตน์ คูสวัสดิ์ · จำเลย - นายตั๋น บุตรจุ้ม กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สมยศ เข็มทอง · ไชยยงค์ คงจันทร์ · เมทินี ชโลธร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดลำปาง - นายสมชนก ปิยะสุวรรณ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายกัมปนาท วงษ์นรา |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | พ.1366/2552 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา