⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 668/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 668/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงในส่วนของการปรับบทลงโทษ แต่ยังคงวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา ถือว่าเป็นการพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสาม, 102 แต่ปรับบทลงโทษเฉพาะความผิดฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เพียงในส่วนของการปรับบทลงโทษว่า จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ด้วยเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และลงโทษฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย จึงเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนของการปรับบทกำหนดโทษ แต่ยังคงวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา ซึ่งมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน คดีถึงที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.245

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 102 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 18, 62 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 65 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 65 วรรคสอง), 66 วรรคสาม, 102 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิต ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 52 (2)) ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกตลอดชีวิต ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน รวมทุกกระทงความผิดแล้ว คงจำคุกจำเลยไว้ตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง คำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยต่างไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย ซึ่งเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 สำหรับโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำความผิดจริง แล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 65 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก วรรคสอง), 66 วรรคสาม, 102 แต่ปรับบทลงโทษเฉพาะความผิดฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายว่าเป็นการกระทำกรรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย โดยลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งแล้ว ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต โจทก์และจำเลยต่างไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนคดีที่พิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาแล้วรับฟังข้อเท็จจริงเป็นเช่นเดียวกับที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา แต่พิพากษาแก้ในส่วนของการปรับบทลงโทษเป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยฝ่าฝืนกฎหมายด้วยว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และลงโทษฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย กรณีจึงเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ ภาค 4 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนของการปรับบทกำหนดโทษ แต่ยังคงวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดและลงโทษตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา อันมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน คดีนี้จึงเป็นอันถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง จำเลยย่อมฎีกาไม่ได้ พิพากษายกฎีกาของจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 668/2555 พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม โจทก์ นางน้อยหรือมัด ไม่มีนามสกุล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม · จำเลย - นางน้อยหรือมัด ไม่มีนามสกุล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์ · นพวรรณ อินทรัมพรรย์ · ไชยยงค์ คงจันทร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครพนม - นายธาริน ปัญญาโพธิคุณ · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายไชยผล สุรวงษ์สิน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1504/2552

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2692/2537ฎีกา 3814/2549ฎีกา 2931/2549ฎีกา 11216/2555ฎีกา 4897/2550ฎีกา 988/2568ฎีกา 264/2567ฎีกา 6002/2548ฎีกา 650/2489ฎีกา 3270/2568ฎีกา 1558/2546ฎีกา 6874/2557ฎีกา 179/2565ฎีกา 1591/2529ฎีกา 20031/2556ฎีกา 2248/2518ฎีกา 1446-1447/2567ฎีกา 4918/2533ฎีกา 3831/2528ฎีกา 837/2510ฎีกา 5252/2559ฎีกา 2338/2536ฎีกา 3659/2556ฎีกา 1685/2511
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา