⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3270/2568

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3270/2568

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นแล้ว ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ย่อมเป็นที่สุดตามกฎหมาย จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาในประเด็นดังกล่าวอีก

ย่อคำพิพากษา

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยมีอาวุธปืนหรือโดยใช้มีดเป็นอาวุธตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) รวม 4 กระทง และให้จำคุกกระทงละตลอดชีวิต แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำเลยเบากว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดดังกล่าวหรือไม่ ย่อมเป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาหรือไม่ จึงเป็นอันถึงที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่า พยานโจทก์ยังเป็นที่สงสัยตามสมควรว่า จำเลยกระทำความผิดหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง อันเป็นทำนองว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องได้อีก แม้ประเด็นที่ว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานเบาหรือไม่นั้น ยังไม่ถึงที่สุดเพราะจำเลยอุทธรณ์ และจำเลยมีสิทธิฎีกาในประเด็นนี้ได้ แต่ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) มีระวางโทษ ให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว จึงไม่อาจกำหนดโทษจำเลยในแต่ละกระทงความผิดให้ต่ำกว่านี้ได้ และไม่ปรากฏเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยให้เบากว่าคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองได้อีก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.245 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.277 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.277

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสาว ส. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) รวม 4 กระทง จำคุกกระทงละตลอดชีวิต แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) อันเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยมีอาวุธปืนหรือโดยใช้มีดเป็นอาวุธตามฟ้อง รวม 4 กระทง และให้กำหนดโทษจำคุกกระทงละตลอดชีวิต แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยอุทธรณ์เพียงขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำเลยเบากว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมโดยมีอาวุธปืนหรือโดยใช้มีดเป็นอาวุธตามฟ้องจริง ย่อมเป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง มิได้วินิจฉัยเพราะจำเลยอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยมีอาวุธปืนหรือโดยใช้มีดเป็นอาวุธตามฟ้องหรือไม่ จึงเป็นอันถึงที่สุดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง อันเป็นทำนองว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องได้อีก ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้มา เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ แต่อย่างไรก็ดีสำหรับประเด็นที่ว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานเบาหรือไม่นั้น ยังไม่ถึงที่สุดเพราะจำเลยอุทธรณ์ และจำเลยมีสิทธิฎีกาในประเด็นนี้ได้ จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยเบากว่าคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) มีระวางโทษสำหรับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยมีอาวุธปืนหรือโดยใช้มีดเป็นอาวุธ ให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว กรณีจึงไม่อาจกำหนดโทษจำเลยในแต่ละกระทงความผิดให้ต่ำกว่านี้ได้ ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธตลอดมา และคดีไม่ปรากฏเหตุที่พอนับได้ว่าเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิจารณาลดโทษ และลงโทษจำเลยให้เบากว่าคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองได้อีก ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3270/2568 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ นางสาว ส. โจทก์ร่วม นาย ป. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา · โจทก์ร่วม - นางสาว ส. · จำเลย - นาย ป.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทรงกลด บุญชูกุศล · เรณี ศิลปวุฒิ · ไชยวัฒน์ ไกรวิชญพงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสงขลา - นางสาวอรพรรณ สกลพัฒนศักดิ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายเจริญ ดวงสุวรรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.226/2568

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4825/2553ฎีกา 1502/2550ฎีกา 1866/2553ฎีกา 400/2529ฎีกา 1447/2531ฎีกา 3987/2526ฎีกา 6178/2541ฎีกา 1093/2568ฎีกา 2848/2527ฎีกา 3146/2541ฎีกา 255/2529ฎีกา 7945/2542ฎีกา 9026/2553ฎีกา 7570/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 233/2552ฎีกา 1514/2532ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 1089/2551ฎีกา 1336/2553ฎีกา 2884/2519ฎีกา 4943/2567
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา