คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 988/2568
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และจำเลยอุทธรณ์เพียงขอให้ลดหย่อนผ่อนโทษ โดยไม่ได้อุทธรณ์ในปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าวจึงถึงที่สุด และจำเลยจะฎีกาในประเด็นนี้ไม่ได้
ย่อคำพิพากษา
จำเลยฎีกาว่า จำเลยคงมีเจตนาทำร้าย กระทำลงไปโดยขาดสติ เนื่องจากถูกผู้ตายหยามศักดิ์ศรีไม่ได้เลือกแทงที่อวัยวะสำคัญและไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ให้ลงโทษประหารชีวิต ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต จำเลยคงอุทธรณ์ขอให้ลดหย่อนผ่อนโทษ เมื่อศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพื่อพิจารณาพิพากษา จึงต้องถือว่าเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นส่งสำนวนคดีที่พิพากษาให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในเมื่อไม่มีการอุทธรณ์คำพิพากษานั้นในปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องหรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ด้วย และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจริงตามฟ้องและพิพากษายืนมา คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในปัญหาดังว่ามานี้จึงถึงที่สุดดังความตอนท้ายของวรรคสองแห่งมาตรานี้ จำเลยจะฎีกาต่อมาไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยมานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในข้อหาความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามคำให้การในชั้นสอบสวนของ ส. ได้ความว่า ผู้ตายคบหาอยู่กับ อ. และตามคำเบิกความของ ม. ที่อยู่ด้วยกันกับผู้ตายพร้อม ท. และ ส. ในคืนเกิดเหตุที่ร้านคาราโอเกะ ได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุ เห็นผู้ตายพูดคุยโทรศัพท์ เพื่อพูดคุยตกลงปัญหากัน หลังจากนั้นประมาณ 20 นาที เห็นจำเลยมาที่หน้าร้านคาราโอเกะพร้อมเพื่อนอีก 2 คน เหตุการณ์ต่อมาที่หน้าร้านคาราโอเกะปรากฏภาพจากกล้องวงจรปิดว่าจำเลยกับผู้ตายโต้เถียงกันช่วงเวลาหนึ่ง ยังไม่มีการลงมือทำร้ายกันดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งตรงกับที่ ม. และ ท. ให้การแก่พนักงานสอบสวนว่า ก่อนที่จำเลยจะใช้อาวุธมีดแทงผู้ตาย จำเลยกับผู้ตายยืนพูดคุยกัน ไม่ได้ความว่าจำเลยกับผู้ตายโต้เถียงกันด้วยถ้อยคำอะไร จึงน่าเชื่อตามที่จำเลยให้การแก่พนักงานสอบสวนว่า เมื่อผู้ตายออกมาหน้าร้านคาราโอเกะพร้อมกับเพื่อน ๆ มีการโต้เถียงกัน จำเลยถามผู้ตายว่า "พี่อยากเจอผมไม่ใช่เหรอ" ผู้ตายตอบว่า "เข้ามาเลย" และทำท่าล้วงกระเป๋า จำเลยดึงอาวุธมีดออกมาแล้วแทงผู้ตาย โดยไม่ทราบว่าแทงเข้าบริเวณใด ดังนี้ เป็นพฤติการณ์ที่บ่งบอกว่าจำเลยเจ็บใจที่ถูกหยามศักดิ์ศรี อันเนื่องจากผู้ตายลักลอบเป็นชู้กับคนรักของจำเลย เมื่อถูกผู้ตายท้าทาย จึงได้ใช้มีดแทงผู้ตายโดยเจตนาฆ่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าหลังจากมีการโต้เถียงและท้าทาย มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยใช้อาวุธมีดเข้าแทงผู้ตายทันทีที่สบโอกาสพบกันตามที่ตระเตรียมวางแผนมาฆ่าผู้ตายแต่แรก ถือไม่ได้ว่าเป็นการฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนดังโจทก์ฟ้อง ปัญหานี้ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยแล้ว เห็นว่า แม้ปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องนั้นจะถึงที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ก็ตาม แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเพราะจำเลยยังคงฎีกาต่อมาขอให้ลดหย่อนผ่อนโทษด้วย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกปัญหาว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องอันเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 93, 288, 289, 371 และเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย
จำเลยให้การรับสารภาพฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยให้การว่ากระทำความผิดโดยบันดาลโทสะและมิได้ไตร่ตรองไว้ก่อน แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ
ระหว่างพิจารณา เด็กชายโชคเมฆ และเด็กชายอารักษ์ บุตรของนายอาหื่อ ผู้ตาย โดยนางบูหมี่ ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยให้เรียกเด็กชายโชคเมฆว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกเด็กชายอารักษ์ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ได้แก่ ค่าปลงศพ 120,000 บาท และค่าเยียวยาทางจิตใจ 100,000 บาทรวมเป็นเงิน 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง
จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ค่าเสียหายสูงเกินส่วน ขอให้ปรับลดค่าเสียหาย
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิต เมื่อศาลพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลยแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 500 บาท ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต รวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่า จำเลยได้ใช้อาวุธมีดแทงนายอาหื่อ ผู้ตาย 1 ครั้งที่คอของผู้ตาย เป็นบาดแผลที่ลำคอด้านขวา ยาว 11 เซนติเมตร ลึก 6 เซนติเมตร ทำให้หลอดเลือดและกล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกคอแตกหัก เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายสำหรับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยคงมีเจตนาทำร้าย กระทำลงไปโดยขาดสติ เนื่องจากถูกผู้ตายหยามศักดิ์ศรีไม่ได้เลือกแทงที่อวัยวะสำคัญและไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อนนั้นคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ให้ลงโทษประหารชีวิต ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต จำเลยคงอุทธรณ์ขอให้ลดหย่อนผ่อนโทษ โดยให้ลดโทษประหารชีวิตเป็นโทษจำคุกตั้งแต่ยี่สิบห้าปีถึงห้าสิบปี เมื่อศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพื่อพิจารณาพิพากษา จึงต้องถือว่าเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นส่งสำนวนคดีที่พิพากษาให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในเมื่อไม่มีการอุทธรณ์คำพิพากษานั้นในปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ด้วย และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจริงตามฟ้องและพิพากษายืนมา คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในปัญหาดังว่ามานี้จึงถึงที่สุดดังความตอนท้ายของวรรคสองแห่งมาตรานี้ จำเลยจะฎีกาต่อมาไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยมานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย แต่อย่างไรก็ตาม พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในข้อหาความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันประกอบด้วยคำเบิกความของนายมาโนช คำให้การในชั้นสอบสวนของนายทินกร และคำให้การในชั้นสอบสวนของนางสาวสายฝน ตามคำให้การในชั้นสอบสวนของนางสาวสายฝนได้ความว่า ผู้ตายคบหาอยู่กับนางสาวอังคณาหรืออัง ไม่ปรากฏชื่อสกุล ซึ่งเป็นคนรักของจำเลย เห็นผู้ตายกับนางสาวอังคณาไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด และตามคำเบิกความของนายมาโนชที่อยู่ด้วยกันกับผู้ตายพร้อมนายทินกรและนางสาวสายฝนในคืนเกิดเหตุที่ร้านคาราโอเกะได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุ เห็นผู้ตายพูดคุยโทรศัพท์ ทราบว่าผู้ที่พูดคุยปลายสายคือจำเลย ซึ่งทั้งสองมีปัญหาเรื่องชู้สาวโดยผู้ตายไปมีสัมพันธ์กับนางสาวอังคณาผู้เป็นคนรักของจำเลย จึงเข้าใจว่าจำเลยโทรศัพท์มาหาผู้ตายเพื่อพูดคุยตกลงปัญหากัน ในการพูดคุยได้ยินว่ามีการนัดให้มาพบที่ร้านคาราโอเกะ หลังจากนั้นประมาณ 20 นาที เห็นจำเลยมาที่หน้าร้านคาราโอเกะพร้อมเพื่อนอีก 2 คน ข้อเท็จจริงดังว่ามานี้สอดคล้องตรงกับที่จำเลยให้การในชั้นสอบสวนรับว่าได้ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายจริง ซึ่งเป็นการให้การในโอกาสแรกที่เข้ามอบตัวหลังเกิดเหตุ 1 วัน ไม่ทันคิดหาข้อแก้ตัวเป็นอื่นว่า ในคืนเกิดเหตุ ก่อนที่จำเลยจะเดินทางไปที่ร้านคาราโอเกะ มีคนรักของผู้ตายโทรศัพท์ทางแอปพลิเคชันไลน์มาบอกว่าผู้ตายกับคนรักของจำเลย "เล่นชู้กัน" จำเลยไปสอบถามเรื่องราวกับคนรักของจำเลยที่หอพัก ระหว่างนี้ผู้ตายซึ่งจำเลยไม่รู้จักมาก่อนได้โทรศัพท์มาหาคนรักของจำเลย จำเลยขอพูดคุยกับผู้ตาย ผู้ตายบอกว่าถ้าไม่พอใจ อยากเจอให้ออกไปหาที่ร้านคาราโอเกะ หลังจากนั้นจำเลยออกจากหอพักไปที่ร้านคาราโอเกะ โดยมีอาวุธมีดทำครัวเหน็บที่ข้างเอวไปด้วย เหตุการณ์ต่อมาที่หน้าร้านคาราโอเกะปรากฏภาพจากกล้องวงจรปิด ว่าจำเลยกับผู้ตายโต้เถียงกันช่วงเวลาหนึ่ง ยังไม่มีการลงมือทำร้ายกันดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งตรงกับที่นายมาโนชและนายทินกรให้การแก่พนักงานสอบสวนว่า ก่อนที่จำเลยจะใช้อาวุธมีดแทงผู้ตาย จำเลยกับผู้ตายยืนพูดคุยกัน ไม่ได้ความว่าจำเลยกับผู้ตายโต้เถียงกันด้วยถ้อยคำอะไร จึงน่าเชื่อตามที่จำเลยให้การแก่พนักงานสอบสวนว่า เมื่อผู้ตายออกมาหน้าร้านคาราโอเกะพร้อมกับเพื่อน ๆ มีการพูดจาโต้เถียงกัน เพื่อนผู้ตายมาห้าม จำเลยจึงบอกกับเพื่อนผู้ตายว่า "พี่มีเมียมั้ย ถ้าพี่โดนแบบผม พี่จะยอมมั้ย" เพื่อนผู้ตายเดินถอยไป จำเลยถามผู้ตายว่า "พี่อยากเจอผมไม่ใช่เหรอ" ผู้ตายตอบว่า "เข้ามาเลย" และทำท่าล้วงกระเป๋า จากนั้นจำเลยดึงอาวุธมีดออกมาจากข้างเอวแล้วแทงผู้ตาย โดยไม่ทราบว่าแทงเข้าบริเวณใด ดังนี้ เป็นพฤติการณ์ที่บ่งบอกว่าจำเลยเจ็บใจที่ถูกหยามศักดิ์ศรี อันเนื่องจากผู้ตายลักลอบเป็นชู้กับคนรักของจำเลย เมื่อถูกผู้ตายท้าทาย แรงโกรธจึงปะทุขึ้น ไม่อาจควบคุมสติอารมณ์ไว้ได้ จึงได้ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายโดยเจตนาฆ่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าหลังจากมีการโต้เถียงและท้าทาย มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยใช้อาวุธมีดเข้าแทงผู้ตายทันทีที่สบโอกาสพบกันตามที่ตระเตรียมวางแผนมาฆ่าผู้ตายแต่แรก ถือไม่ได้ว่าเป็นการฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนดังโจทก์ฟ้อง ปัญหานี้ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยแล้ว เห็นว่า แม้ปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องนั้นจะถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ก็ตาม แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเพราะจำเลยยังคงฎีกาต่อมาขอให้ลดหย่อนผ่อนโทษด้วย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกปัญหาว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องอันเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225
ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลดหย่อนผ่อนโทษนั้น เมื่อการกระทำของจำเลยคงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งมีระวางโทษอยู่ 3 สถาน และศาลฎีกาเห็นไม่สมควรวางโทษสูงสุดในคดีนี้ถึงประหารชีวิต ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ที่ขอให้ลดหย่อนผ่อนโทษประหารชีวิตเป็นโทษจำคุกที่เบากว่าโทษจำคุกตลอดชีวิตนั้นจึงเป็นอันตกไปโดยไม่ต้องวินิจฉัย
อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง โดยไม่ได้ระบุเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังอาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกานั้นไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จึงไม่อาจเพิ่มโทษตามคำขอของโจทก์ได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้ว คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 25 ปี สำหรับดอกเบี้ยค่าสินไหมทดแทน หากกระทรวงการคลังออกพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี ตามคำร้องขอ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 988/2568
พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย โจทก์
เด็กชาย ช. โดยนาง บ. กับพวก โจทก์ร่วม
นาย ณ. จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย · โจทก์ร่วม - เด็กชาย ช. โดยนาง บ. กับพวก · จำเลย - นาย ณ. |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์ · วิทยา พรหมประสิทธิ์ · ศุภลักษณ์ เขียวรัตน์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดเชียงราย - นางสาวนงลักษณ์ วันฟั่น · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายชำนาญ อินทะศร |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | อ.3735/2567 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา