⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7317-7318/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7317-7318/2555

ย่อคำพิพากษา

พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3 บัญญัติว่า "ในพระราชกำหนดนี้ "ผู้กู้ยืมเงิน" หมายความว่า บุคคลผู้ทำการกู้ยืมเงิน และในกรณีที่ผู้กู้ยืมเงินเป็นนิติบุคคล ให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งลงนามในสัญญาหรือตราสารการกู้ยืมเงินในฐานะผู้แทนของนิติบุคคลนั้นด้วย" แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ป. และบริษัท ซ. แต่การที่จำเลยทั้งสองได้ร่วมดำเนินกิจการกับบริษัททั้งสอง และได้รับผลประโยชน์ตอบแทน ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกับบริษัททั้งสองดังกล่าวเป็นผู้กู้ยืมเงินด้วย ทั้งนี้เพราะบุคคลธรรมดาอาจร่วมกับนิติบุคคลประกอบกิจการก็ได้ และเป็นผู้กู้ยืมเงินในความหมายของการกู้ยืมเงินตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3 แล้ว การที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันโฆษณาชักชวน แนะนำ แจกจ่ายเอกสารต่าง ๆ ให้แก่โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปให้นำเงินมาเปิดบัญชีลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนกับบริษัท ป. และบริษัท ซ. โดยจำเลยทั้งสองกับพวกรับรองว่าการลงทุนจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงในอัตราร้อยละ 1 ต่อวัน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ ทั้ง ๆ ที่จำเลยทั้งสองกับพวกรู้อยู่ว่าบริษัททั้งสองดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และไม่ได้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแต่อย่างใด อีกทั้งไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายให้แก่โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปในอัตราดังกล่าวได้ จนจำเลยทั้งสองกับพวกได้เงินไป จึงเข้ากรณีเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 4 (เดิม) แห่ง พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิด แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 โดยให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่บทบัญญัติตามกฎหมายใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงไม่นำมาปรับใช้แก่คดี การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 (เดิม) แล้ว จึงไม่จำต้องปรับบทตามมาตรา 5 อีก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ม.3 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ม.5 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 ม.3

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทั้งสองสำนวนมีข้อความทำนองเดียวกันขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3, 4, 5, 9, 12, 15 ให้จำเลยทั้งสองคืนต้นเงินที่กู้ยืมและฉ้อโกงไปให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 280,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 108,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 230,000 บาท ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 5,110,000 บาท และผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 663,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางยุวาภรณ์ ผู้เสียหายที่ 4 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฉ้อโกงประชาชน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก, 83 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (เดิม)), 5, 12 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 เดิม)), 5, 12 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองซึ่งร่วมกับพวกกระทำต่อโจทก์ร่วมและผู้เสียหายรวม 5 ราย เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกันรวม 5 กระทง ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองมีกำหนดคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินหรือใช้เงินแก่นางนีรนุช 280,000 บาท นายสารฑูร 108,000 บาท นายศราวุธ 203,000 บาท นางยุวาภรณ์ 5,110,000 บาท และนายอนันตชัย 663,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินแก่นายศราวุธ 230,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ระหว่างต้นเดือนธันวาคม 2542 ถึงวันที่ 5 มีนาคม 2543 จำเลยทั้งสองกับพวกรวมมีจำนวนมากกว่า 5 คนขึ้นไป ร่วมกันโฆษณา ชักชวน แนะนำ แจกจ่ายเอกสารต่าง ๆ ให้แก่โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 คือ นางนีรนุช นายสารฑูร นายศราวุธ นายอนันตชัย ตามลำดับ และประชาชนทั่วไป จำนวนมากกว่า 10 คน ให้นำเงินมาเปิดบัญชีลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนกับบริษัทแปซิฟิค สปีด จำกัด และบริษัทแปซิฟิค โจนส์ (2000) จำกัด ซึ่งจำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นบริษัทในเครือของบริษัทไพร์มฮิลล์ กรุ๊ป จำกัด ตั้งอยู่ที่เมืองฮ่องกง โดยรับรองว่าการลงทุนจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนสูงในอัตราร้อยละ 1 ต่อวัน มากกว่าดอกเบี้ยจากธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ซึ่งเป็นสถาบันการเงินตามกฎหมาย จะมีแต่ผลกำไร ไม่มีการขาดทุน จนโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปหลงเชื่อคำโฆษณาหลอกลวง ได้นำเงินเปิดบัญชีเข้าร่วมลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกับบริษัททั้งสองดังกล่าว โดยจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นผู้ดำเนินการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแทนทั้งหมด ต่อมาจำเลยทั้งสองกับพวกแจ้งว่าการซื้อขายดังกล่าวขาดทุน โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่จะต้องนำเงินมาลงทุนเพิ่มอีก มิฉะนั้นจะไม่สามารถเคลื่อนไหวบัญชีการเงินของโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่ได้ และจะไม่ได้รับเงินที่ลงทุนไปแล้วคืนมา โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่ต้องโอนเงินลงทุนเพิ่มให้แก่จำเลยทั้งสองกับพวกอีกหลายครั้ง แต่ก็ประสบภาวะขาดทุนทั้งหมด และไม่ได้รับเงินที่ลงทุนไปแล้วคืน ตามความเป็นจริงแล้วบริษัททั้งสองดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และไม่ได้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแต่อย่างใด อีกทั้งไม่สามารถจ่ายผลประโยชน์ให้แก่โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปได้ ส่วนบริษัทไพร์มฮิลล์ กรุ๊ป จำกัด ก็ปิดกิจการไปแล้ว การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสองกับพวกได้ไปซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปและทำให้โจทก์ร่วมเสียหายเป็นเงิน 5,110,000 บาท ผู้เสียหายที่ 1 เสียหายเป็นเงิน 280,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 เสียหายเป็นเงิน 108,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 เสียหายเป็นเงิน 230,000 บาท และผู้เสียหายที่ 5 เสียหายเป็นเงิน 663,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า การรับเงินในฐานะตัวแทน และการที่จำเลยทั้งสองมิได้เป็นตัวแทนบริษัทแปซิฟิค สปีด จำกัด กับบริษัทแปซิฟิค โจนส์ (2000) จำกัด อยู่ในความหมายของการกู้ยืมเงินตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองกับพวกได้ประกาศชักชวนโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปให้นำเงินมาเปิดบัญชีลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนกับบริษัทแปซิฟิค สปีด จำกัด และบริษัทแปซิฟิค โจนส์ (2000) จำกัด โดยรับรองว่าการลงทุนจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงในอัตราร้อยละ 1 ต่อวัน มากกว่าดอกเบี้ยจากธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ซึ่งเป็นสถาบันการเงินตามกฎหมาย จะมีแต่ผลกำไร ไม่มีการขาดทุน จนโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปหลงเชื่อคำโฆษณาหลอกลวงได้นำเงินมาเปิดบัญชีเข้าร่วมลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกับบริษัททั้งสองดังกล่าว โดยจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นผู้ดำเนินการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแทนผู้ร่วมลงทุนทั้งหมด ต่อมาจำเลยทั้งสองกับพวกแจ้งโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่ว่าการซื้อขายดังกล่าวขาดทุน โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่จะต้องนำเงินมาลงทุนเพิ่มเติมอีก มิฉะนั้นจะไม่สามารถเคลื่อนไหวทางบัญชีการเงินของโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่ได้ ซึ่งจะเป็นผลให้ไม่ได้รับเงินที่ลงทุนไปแล้วคืน โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่จึงต้องโอนเงินลงทุนเพิ่มให้แก่จำเลยทั้งสองกับพวกอีกหลายครั้ง แต่ก็ประสบภาวะขาดทุนทั้งหมด และไม่ได้รับเงินที่ลงทุนไปแล้วคืน ตามความเป็นจริงแล้วบริษัททั้งสองดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และไม่ได้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแต่อย่างใด ส่วนบริษัทไพร์มฮิลล์ กรุ๊ป จำกัด ก็ปิดกิจการไปแล้ว โดยจำเลยทั้งสองกับพวกได้ไปซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไป การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสองกับพวกทำให้โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสี่ได้รับความเสียหาย เป็นการกู้ยืมเงินตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 แล้ว แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัททั้งสองดังกล่าว แต่พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3 บัญญัติว่า " ในพระราชกำหนดนี้ "ผู้กู้ยืมเงิน" หมายความว่า บุคคลผู้ทำการกู้ยืมเงิน และในกรณีที่ผู้กู้ยืมเงินเป็นนิติบุคคล ให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งลงนามในสัญญาหรือตราสารการกู้ยืมเงินในฐานะผู้แทนของนิติบุคคลนั้นด้วย " ถึงแม้ว่าพระราชกำหนดจะได้บัญญัติไว้ดังกล่าว แต่การที่จำเลยทั้งสองได้ร่วมดำเนินกิจการกับบริษัททั้งสอง และได้รับผลประโยชน์ตอบแทนถือได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกับบริษัททั้งสองดังกล่าวเป็นผู้กู้ยืมเงินด้วย ทั้งนี้เพราะบุคคลธรรมดาอาจร่วมกับนิติบุคคลประกอบกิจการก็ได้ และเป็นผู้กู้ยืมเงินในความหมายของการกู้ยืมเงินตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3 แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า การโฆษณา หรือประกาศ หรือการกระทำใด ๆ ให้ประชาชนนำเงินเข้ามาร่วมลงทุนลักษณะดังกล่าวตามฟ้องโจทก์ เป็นความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 ซึ่งมีผลย้อนหลังไปถึงการกระทำของจำเลยทั้งสองในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันโฆษณาชักชวนโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปให้นำเงินมาเปิดบัญชีลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนกับบริษัทแปซิฟิค สปีด จำกัด และบริษัทแปซิฟิค โจนส์ (2000) จำกัด โดยจำเลยทั้งสองกับพวกอ้างว่าเป็นบริษัทในเครือของบริษัทไพร์มฮิลล์ กรุ๊ป จำกัด ตั้งอยู่ที่เมืองฮ่องกง จำเลยทั้งสองกับพวกรับรองว่าการลงทุนจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงในอัตราร้อยละ 1 ต่อวัน มากกว่าดอกเบี้ยจากธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ซึ่งเป็นสถาบันการเงินตามกฎหมาย และจะมีแต่ผลกำไร ไม่มีการขาดทุน จนโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปหลงเชื่อคำโฆษณาหลอกลวง ได้นำเงินเปิดบัญชีเข้าร่วมลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกับบริษัททั้งสองดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่จำเลยทั้งสองรู้อยู่ว่าบริษัททั้งสองดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและไม่ได้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกจึงเป็นการหลอกลวงโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไป ไม่จำกัดว่าเป็นใครอันเป็นการหลอกลวงประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยเจตนาทุจริต ทำให้โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปหลงเชื่อคำโฆษณาหลอกลวงของจำเลยทั้งสองกับพวก ได้นำเงินเปิดบัญชีเข้าร่วมลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกับบริษัททั้งสองดังกล่าว การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสองกับพวกได้ไปซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไป จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก, 83 และการที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันโฆษณาชักชวน แนะนำ แจกจ่ายเอกสารต่าง ๆ ให้แก่โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปให้นำเงินมาเปิดบัญชีลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนกับบริษัทแปซิฟิค สปีด จำกัด และบริษัทแปซิฟิค โจนส์ (2000) จำกัด โดยจำเลยทั้งสองกับพวกรับรองว่าการลงทุนจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงในอัตราร้อยละ 1 ต่อวัน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ ทั้ง ๆ ที่จำเลยทั้งสองกับพวกรู้อยู่ว่าบริษัททั้งสองดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และไม่ได้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแต่อย่างใด อีกทั้งไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายให้แก่โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปในอัตราดังกล่าวได้จนจำเลยทั้งสองกับพวกได้เงินไป จึงเข้ากรณีเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 4 (เดิม) แห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิดด้วย แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 โดยให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่บทบัญญัติตามกฎหมายใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงไม่นำมาปรับใช้แก่คดี และไม่มีปัญหาให้ต้องวินิจฉัยว่ากฎหมายใหม่มีผลย้อนหลังไปถึงการกระทำของจำเลยทั้งสองตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาหรือไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น อนึ่ง เมื่อการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 (เดิม) แล้ว จึงไม่ต้องปรับเป็นความผิดตามมาตรา 5 อีก เพราะการกระทำของจำเลยทั้งสองอันเป็นความผิดตามมาตรา 5 รวมอยู่ในความผิดตามมาตรา 4 (เดิม) ซึ่งเป็นบทหลักแล้ว กรณีเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยเห็นควรปรับบทให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทความผิดของจำเลยทั้งสองตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 5 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7317 - 7318/2555 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางยุวาภรณ์ วัชรโกมลพันธ์ โจทก์ร่วม นางสาวสุกัญญา ไวยวุฒิ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · โจทก์ร่วม - นางยุวาภรณ์ วัชรโกมลพันธ์ · จำเลย - นางสาวสุกัญญา ไวยวุฒิ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กษิดิ์เดช จีนสลุต · ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน · ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายกู้เกียรติ สุนทรบุระ · ศาลอุทธรณ์ - นายประทีป อ่าววิจิตร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ1483/2551

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2532ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 593/2510ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 619/2513ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1270/2506ฎีกา 6355/2544ฎีกา 3578/2531ฎีกา 1893/2538ฎีกา 5487/2548ฎีกา 3595/2532ฎีกา 2936/2543ฎีกา 1315/2513ฎีกา 3380/2531ฎีกา 1/2567ฎีกา 5957/2530ฎีกา 643/2531ฎีกา 215/2556ฎีกา 4547/2530ฎีกา 2491-2493/2519
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา