⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8980/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8980/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้เช่าซื้อมีสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อ และถือเป็นผู้เสียหายเมื่อทรัพย์สินนั้นถูกยักยอกไป จึงมีอำนาจร้องทุกข์และเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากผู้ให้เช่าซื้อ

ย่อคำพิพากษา

แม้โจทก์ร่วมเป็นเพียงผู้เช่าซื้อรถ แต่ผู้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์จากรถที่เช่าซื้อและมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อหากมีกรณีต้องส่งคืน เมื่อมีผู้ยักยอกรถนั้นไป โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหาย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์และขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากผู้ให้เช่าซื้อ และการที่ผู้ให้เช่าซื้อมอบอำนาจให้โจทก์ร่วมไปร้องทุกข์ก็ถือได้ว่า โจทก์ร่วมร้องทุกข์ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหายด้วย ดังนั้น ไม่ว่าผู้ลงชื่อในฐานะผู้ให้เช่าซื้อในหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ร่วมไปร้องทุกข์จะเป็นผู้มีอำนาจลงชื่อหรือเป็นเจ้าของรถที่แท้จริงหรือไม่ และหนังสือมอบอำนาจมีข้อความถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ก็ไม่มีผลลบล้างการที่โจทก์ร่วมร้องทุกข์ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหาย แม้โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้นำบันทึกและหลักฐานการรับคำร้องทุกข์มานำสืบ แต่จำเลยก็เบิกความยอมรับว่าโจทก์ร่วมไปร้องทุกข์จริง กรณีจึงถือได้ว่า โจทก์ร่วมร้องทุกข์โดยชอบ พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.120 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.121

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์ 200,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายมีโชค ซึ่งเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวจากนายวุฒิกร ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการเขต 6 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 3 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์ 200,000 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทหมายเลขทะเบียน ป - 6946 นครสวรรค์ โดยทำสัญญาเช่าซื้อกับนายวุฒิกร ในราคา 258,000 บาท ในระหว่างผ่อนชำระค่าเช่าซื้อมีผู้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปจากโจทก์ร่วมและยังไม่นำมาคืน ต่อมาโจทก์ร่วมไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหายักยอกรถ ที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า โจทก์ร่วมเป็นเพียงผู้เช่าซื้อรถจึงไม่เป็นผู้เสียหาย ไม่มีสิทธิร้องทุกข์และขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม การมอบอำนาจให้โจทก์ร่วมร้องทุกข์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เห็นว่า แม้โจทก์ร่วมเป็นเพียงผู้เช่าซื้อรถ แต่ผู้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์จากรถที่เช่าซื้อและมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อหากมีกรณีต้องส่งคืน เมื่อมีผู้ยักยอกรถนั้นไป โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหาย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์และขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากผู้ให้เช่าซื้อ และการที่ผู้ให้เช่าซื้อมอบอำนาจให้โจทก์ร่วมไปร้องทุกข์ก็ถือได้ว่า โจทก์ร่วมร้องทุกข์ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหายด้วย ดังนั้น ไม่ว่าผู้ลงชื่อในฐานะผู้ให้เช่าซื้อในหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ร่วมไปร้องทุกข์จะเป็นผู้มีอำนาจลงชื่อหรือเป็นเจ้าของรถที่แท้จริงหรือไม่ และหนังสือมอบอำนาจมีข้อความถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ก็ไม่มีผลลบล้างการที่โจทก์ร่วมร้องทุกข์ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหาย แม้โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้นำบันทึกหรือหลักฐานการรับคำร้องทุกข์มานำสืบ แต่จำเลยก็เบิกความยอมรับว่าโจทก์ร่วมไปร้องทุกข์จริง กรณีจึงถือได้ว่า โจทก์ร่วมร้องทุกข์โดยชอบ พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่วินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า จำเลยยักยอกรถยนต์พิพาทของโจทก์ร่วมหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยยืมรถยนต์พิพาทของโจทก์ร่วมไป ส่วนเหตุการณ์หลังจากจำเลยยืมรถยนต์พิพาทไปแล้ว โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีดาบตำรวจชลอ จ่าสิบตำรวจฉลอง และสิบตำรวจโทราชสิทธิ์เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยเป็นผู้พาโจทก์ร่วมและพยานทั้งสามไปติดตามหารถยนต์พิพาท จำเลยบอกว่านำรถยนต์พิพาทไปแลกกับยาเสพติดให้โทษในราคา 50,000 บาท และหลังกลับจากหมู่บ้านทับเบิกแล้ว จำเลยหลบหนีไป พยานทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่ปรากฏว่ามีส่วนได้เสียในคดีหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำจำเลย เชื่อได้ว่าพยานทั้งสามเบิกความตามที่ได้รู้เห็นมา ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยบอกเล่าเรื่องการนำรถยนต์พิพาทไปแลกกับยาเสพติดให้โทษจริง ซึ่งหากโจทก์ร่วมขายรถยนต์พิพาทให้นายสุนทรจริง จำเลยก็น่าจะพูดให้พยานทั้งสามฟัง เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติกรรมของจำเลยที่ในตอนแรกอ้างต่อโจทก์ร่วมว่ารถยนต์พิพาทจมน้ำ แต่ต่อมาก็พาโจทก์ร่วมไปตามหารถยนต์พิพาทตามที่ต่าง ๆ หลายแห่ง แสดงให้เห็นว่าจำเลยรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการนำรถยนต์พิพาทของโจทก์ร่วมไป ที่จำเลยอ้างว่าหากจำเลยมีเจตนายักยอกรถยนต์พิพาทของโจทก์ร่วม จำเลยก็น่าจะหลบหนีไป แต่กลับพาโจทก์ร่วมไปตามหารถยนต์พิพาท อาจเป็นเพราะจำเลยคิดว่าตนเป็นเพื่อนสนิทกับโจทก์ร่วม หากนำรถยนต์พิพาทคืนได้ ก็จะไม่ถูกดำเนินคดีก็เป็นได้ เพราะในตอนแรกโจทก์ร่วมประสงค์จะได้รถยนต์พิพาทคืนเท่านั้น พฤติการณ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่สิ่งที่แสดงว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดเสมอไป แต่อย่างไรก็ตาม โจทก์ร่วมยืนยันว่าหลังจากนั้นจำเลยหลบหนีไปและเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอขาณุวรลักษบุรีจับจำเลยได้ ซึ่งจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า จำเลยถูกควบคุมตัว ซึ่งบันทึกการจับกุมระบุว่า เป็นการจับกุมตามหมายจับ มิใช่เป็นการมอบตัว ที่จำเลยอ้างว่าเข้ามอบตัวเองจึงไม่อาจรับฟังได้ ส่วนเหตุผลข้ออื่นนอกจากนี้เป็นรายละเอียดปลีกย่อยไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคดีได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักฟังได้ว่า จำเลยยืมรถยนต์พิพาทของโจทก์ร่วมไปแล้วเบียดบังเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานยักยอก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8980/2555 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครสวรรค์ โจทก์ นายมีโชค แป้นแก้ว โจทก์ร่วม นายอนุชา หมีทอง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครสวรรค์ · โจทก์ร่วม - นายมีโชค แป้นแก้ว · จำเลย - นายอนุชา หมีทอง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อาวุธ ปั้นปรีชา · พฤษภา พนมยันตร์ · อธิป จิตต์สำเริง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงนครสวรรค์ - นายเกรียงไกร จรรยามั่น · ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายรังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1196/2548

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 5603/2542ฎีกา 9729/2556ฎีกา 8080/2538ฎีกา 313/2526ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 754/2486ฎีกา 3593/2529ฎีกา 2252/2560ฎีกา 11720/2555ฎีกา 389/2542ฎีกา 5138/2537ฎีกา 2794/2516ฎีกา 276/2520ฎีกา 1813/2531ฎีกา 5790/2541ฎีกา 10552/2553ฎีกา 3620/2566ฎีกา 420-421/2507ฎีกา 2386/2541ฎีกา 1239/2481ฎีกา 2027/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา