คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9727/2555
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเป็นเพียงพยานบอกเล่า โดยลำพังไม่มีน้ำหนักลงโทษจำเลยได้ หากจำเลยไม่ยกข้อเท็จจริงและเหตุผลขึ้นโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและเหตุผลอย่างไร ฎีกาของจำเลยจะถือว่าไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าไม่ชอบด้วยบทกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง
ย่อคำพิพากษา
จำเลยฎีกาโดยคัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์จำเลยตั้งแต่ต้นจนจบชนิดคำต่อคำ แล้วสรุปว่า แม้ ส. พ. และ บ. จะเบิกความแตกต่างจากคำให้การในชั้นสอบสวนของตนเองก็ตาม แต่บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเป็นเพียงพยานบอกเล่า โดยลำพังไม่มีน้ำหนักลงโทษจำเลยได้ โดยจำเลยไม่ได้ยกข้อเท็จจริงและเหตุผลขึ้นโต้แย้งว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของประจักษ์พยานโจทก์ไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงและไม่ชอบด้วยเหตุผลอย่างไร มีข้อเท็จจริงและเหตุผลใดที่หักล้างข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้รับฟังใหม่ได้ว่า คำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์เป็นความจริงยิ่งกว่าคำให้การในชั้นสอบสวน ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ชอบด้วยบทกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 288
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 ลงโทษจำคุกมีกำหนด 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง วางหลักสำคัญในการฎีกาว่า ฎีกาจะต้องคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีผู้เสียหาย นายสุระ นางสุพัฒตา และนายบุญล้วนเป็นประจักษ์พยาน แต่นายสุระ นางสุพัฒตา และนายบุญล้วนเบิกความแตกต่างจากคำให้การของตนเองในชั้นสอบสวน แล้วศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวโดยแสดงข้อเท็จจริงประกอบเหตุผลสรุปว่า คำเบิกความของพยานโจทก์มีลักษณะบ่ายเบี่ยงขัดต่อเหตุผล เชื่อว่าพยานโจทก์ให้การในชั้นสอบสวนไปตามที่รู้เห็นโดยสมัครใจ ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหาย ส่วนคำเบิกความในชั้นพิจารณามีลักษณะช่วยเหลือให้จำเลยพ้นผิด จึงรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนเป็นความจริงได้ยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณา เมื่อนำไปรับฟังประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์แล้ว ฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยฎีกาโดยคัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์จำเลยตั้งแต่ต้นจนจบชนิดคำต่อคำ แล้วสรุปว่าแม้นายสุระ นางสุพัฒตาและนายบุญล้วนจะเบิกความแตกต่างจากคำให้การในชั้นสอบสวนของตนเองก็ตาม แต่บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนเป็นเพียงพยานบอกเล่า โดยลำพังไม่มีน้ำหนักลงโทษจำเลยได้ โดยจำเลยไม่ได้ยกข้อเท็จจริงและเหตุผลขึ้นโต้แย้งว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของประจักษ์พยานโจทก์ ไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงและไม่ชอบด้วยเหตุผลอย่างไร มีข้อเท็จจริงและเหตุผลใดที่หักล้างข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้รับฟังใหม่ได้ว่า คำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์เป็นความจริงยิ่งกว่าคำให้การในชั้นสอบสวน ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ชอบด้วยบทกฎหมายข้างต้น ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
พิพากษายกฎีกาของจำเลย
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9727/2555
พนักงานอัยการจังหวัดพล โจทก์
นายวิจิตร์ มุสิกะพันธ์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพล · จำเลย - นายวิจิตร์ มุสิกะพันธ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อิสสระ นิ่มละมัย · พิศล พิรุณ · สุริยง ลิ้มสถิรานันท์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดพล - นายมนตรี โรจน์วัฒนบูลย์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นางศรีวิไล ธรรมดุษฎี |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | อ.2949/2553 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา