คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11092/2556
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การมีอาวุธปืนที่ถูกดัดแปลงให้ใช้กับกระสุนปืนชนิดหนึ่ง และมีกระสุนปืนชนิดนั้นไว้ในครอบครอง ถือเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
ย่อคำพิพากษา
อาวุธปืนของกลางสามารถใช้ยิงได้กับกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) แสดงให้เห็นว่าอาวุธปืนของกลางถูกดัดแปลงแก้ไขจนสามารถใช้ยิงกับกระสุนปืนเล็กกลของกลางได้ เจตนาในการมีอาวุธปืนของกลางและกระสุนปืนเล็กกลของกลางของจำเลย จึงมีความประสงค์เดียวกันเพื่อที่จะใช้กระสุนปืนเล็กกลของกลางเข้ากับอาวุธปืนของกลาง ทั้งอาวุธปืนและกระสุนปืนมีไว้ในครอบครองด้วยกัน โดยกระสุนปืนนั้นเป็นกระสุนปืนที่ใช้ยิงได้กับอาวุธปืน ซึ่งถือว่าเป็นกรรมเดียว เช่นนี้ การกระทำของจำเลยในการมีอาวุธปืนของกลางและกระสุนปืนเล็กกลของกลางจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.7 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.55 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.72 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.78 คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ,55, 72, 72 ทวิ, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 376, 91, 32, 33 ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และฐานยิงปืนโดยใช่เหตุในเมือง จำคุก 10 วัน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน 5 วัน ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง
โจทก์และจำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่ง และให้ลงโทษฐานมีเครื่องกระสุนปืนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี รวมโทษจำคุกทั้งสิ้นเป็นจำคุก 1 ปี 9 เดือน 5 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลชั้นต้นไม่ได้พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานนี้และลงโทษมา จึงเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษากลับกัน จำเลยจึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติใด ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยจะเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และมีภาระที่ต้องดูแลบิดามารดาดังที่อ้างมาในฎีกาก็ตามแต่ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดมหาสารคามที่จำเลยไม่คัดค้าน ปรากฏว่าจำเลยได้อาวุธปืนของกลางมาโดยการซื้อในระหว่างเป็นนักศึกษา ทั้งยังขวนขวายหากระสุนปืนของกลางมาใช้กับอาวุธปืนของกลางอีกด้วยผิดปกติวิสัยของนักเรียนนักศึกษาที่ต้องทุ่มเทความสนใจไปกับการศึกษาเล่าเรียนเพื่ออนาคตที่ก้าวหน้าต่อไป ไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งผิดกฎหมายอันจะบั่นทอนอนาคตของตนลง ใช่แต่เพียงนี้ลำพังแต่เพียงมีปากเสียงกับพี่เขย จำเลยถึงกับไปเอาอาวุธปืนของกลางมาจากหอพักไปใช้ยิงข่มขู่ที่หน้าร้านค้า เป็นการประพฤติตนดุจนักเลงอันธพาล คดีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลย ส่วนที่จำเลยขอให้ลงโทษสถานเบานั้นก็ปรากฏว่าโทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วางมาก่อนที่จะลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 นั้น เป็นอัตราโทษขั้นต่ำสุดอยู่แล้ว ศาลฎีกาไม่อาจวางโทษให้เบาไปกว่านี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดโทษมาและไม่รอการลงโทษนั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
อย่างไรก็ดี อาวุธปืนของกลางสามารถใช้ยิงได้กับกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) ดังที่โจทก์กล่าวบรรยายมาในฟ้องข้อ 1 (ง) และกล่าวมาในข้อ 2 ว่า เจ้าพนักงานยึดได้ปลอกกระสุนขนาด .22 (ที่ถูก .223) (5.56 มิลลิเมตร) จำนวน 1 ปลอก ตามฟ้องข้อ 1 (ข) ซึ่งก็คือปลอกกระสุนของกระสุนปืนเล็กกลอันเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าอาวุธปืนของกลางถูกดัดแปลงแก้ไขจนสามารถใช้ยิงกับกระสุนปืนเล็กกลของกลางได้ เจตนาในการมีอาวุธปืนของกลางและกระสุนปืนเล็กกลของกลางของจำเลยจึงมีความประสงค์เดียวกันเพื่อที่จะใช้กระสุนปืนเล็กกลของกลางเข้ากับอาวุธปืนของกลางไม่ต่างจากกรณีการมีอาวุธปืนและกระสุนปืนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ทั้งอาวุธปืนและกระสุนปืนไว้ในครอบครองด้วยกัน โดยกระสุนปืนนั้นเป็นกระสุนปืนที่ใช้ยิงได้กับอาวุธปืน ซึ่งถือว่าเป็นกรรมเดียว เช่นนี้ การกระทำของจำเลยในการมีอาวุธปืนของกลางและกระสุนปืนเล็กกลของกลางจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทมิใช่เป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนกระทงหนึ่ง และฐานมีกระสุนปืนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้อีกกระทงหนึ่งดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามา ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225
พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่งและมาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานมีเครื่องกระสุนปืนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ อันเป็นบทหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 2 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานพาอาวุธปืนและยิงปืนโดยใช่เหตุแล้ว รวมเป็นจำคุก 1 ปี 3 เดือน 5 วัน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11092/2556
พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม โจทก์
นายชัยรัตน์ โพธิ์สัย จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม · จำเลย - นายชัยรัตน์ โพธิ์สัย |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์ · อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย · สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดมหาสารคาม - นายกิตตภัฎ โหรชัยยะ · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายบุญส่ง โพธิ์พุทธชัย |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | อ.1267/2556 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา