⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 11248/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11248/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
แผนฟื้นฟูกิจการที่กำหนดให้เจ้าหนี้ปลดภาระการจำนองและให้ผู้จำนองสิ้นความผูกพันทุกฉบับ เป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้จำนองจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ส่วนที่ขาด และเจ้าหนี้มีสิทธินำยึดทรัพย์จำนองของผู้จำนองได้

ย่อคำพิพากษา

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง ความรับผิดของผู้ร้องในฐานะผู้จำนองมีต่อโจทก์เดิมเพียงใด ย่อมเป็นไปตามกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้เจ้าหนี้ต้องทำหนังสือปลดภาระการจำนองและให้ผู้จำนองสิ้นความผูกพันตามสัญญาทุกฉบับ ย่อมเป็นการขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าวอันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ผู้ร้องในฐานะผู้จำนองจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ส่วนที่ขาด ผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ย่อมมีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของผู้ร้องได้ กรณีไม่มีเหตุจะเพิกถอนการยึดที่ดินของผู้ร้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.150

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีท 23 ฉบับ แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระ ถ้าไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนครบถ้วน และให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จำนองร่วมรับผิดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 2 ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าต้นเงินตามวงเงินในสัญญาจำนอง 80,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราเดียวกับที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 คือที่ดินโฉนดเลขที่ 6266, 6283, 6422, 8249, 10595, 10703, 16658 และ 17143 ตำบลสองคลอง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดนำเงินมาชำระ หากไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนครบจำนวนหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยเท่าที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์อัลฟาแคปปิตอล จำกัด เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว เพื่อนำออกขายทอดตลาด จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า หลังจากศาลมีคำพิพากษาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง โดยบริษัทแอล พี เอ็น แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนและบริหารแผนและโจทก์เดิมในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นเจ้าหนี้ลำดับที่ 2 ตามแผนของจำเลยที่ 1 กำหนดให้เจ้าหนี้ต้องทำหนังสือปลดภาระการค้ำประกันโดยมีเงื่อนไขการปลดภาระการค้ำประกันในส่วนผู้จำนองว่า เมื่อเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้นครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในแผนทุกฉบับของจำเลยที่ 1 เจ้าหนี้ยินยอมปลดภาระการจำนองที่ผู้จำนองมีต่อเจ้าหนี้และให้ผู้จำนองสิ้นความผูกพันตามสัญญาทุกฉบับที่ได้ทำไว้กับเจ้าหนี้ทันที หลังจากนั้นเจ้าหนี้จะต้องคืนหลักฐานการจำนองทั้งหมดให้แก่ผู้จำนองหรือผู้บริหารแผนภายใน 10 วัน นับแต่วันที่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในแผน การที่จำเลยที่ 1 ยังคงผ่อนชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามแผน โจทก์เดิมยังไม่สามารถยึดและขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้ตามมาตรา 90/60 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ย่อมต้องรับสิทธิและหน้าที่ตามที่โจทก์เดิมมีต่อผู้ร้อง การที่ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของผู้ร้องดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการยึดและงดการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าว ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ตามแผนฟื้นฟูกิจการมีสาระสำคัญให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ หากจำเลยที่ 1 ชำระหนี้เสร็จสิ้นครบถ้วนตามแผน เจ้าหนี้ยินยอมปลดภาระหนี้การค้ำประกัน จำนอง และจำนำทั้งหมดให้แก่ผู้ค้ำประกันและ/หรือผู้จำนอง และ/หรือผู้จำนำ ตามสัญญาทุกฉบับที่ได้ทำไว้กับเจ้าหนี้ทันที และต้องไถ่ถอนจำนองให้แก่ผู้จำนอง ผู้บริหารแผนให้โจทก์เดิมจัดทำหนังสือปลดภาระหนี้ค้ำประกัน เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติเห็นชอบด้วยแผนโดยไม่มีเจ้าหนี้รายใดคัดค้าน และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่เห็นชอบด้วยแผนของจำเลยที่ 1 ย่อมผูกพันเจ้าหนี้ทุกรายที่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้รวมทั้งโจทก์เดิม อย่างไรก็ตามคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนของศาลล้มละลายกลางมีผลผูกพันเฉพาะจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่ต้องชำระหนี้ตามที่กำหนดในแผนเท่านั้น ส่วนบุคคลอื่น ๆ ซึ่งต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้ เช่น ลูกหนี้ร่วม ผู้ค้ำประกัน หรือบุคคลที่อยู่ในลักษณะเดียวกับผู้ค้ำประกัน ความผิดของบุคคลดังกล่าวมีอยู่เพียงใด ย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่เห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของผู้ร้องตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 ดังนั้น หนี้ในส่วนที่ผู้ร้องต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ย่อมระงับไปเฉพาะส่วนที่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการหนี้ในส่วนที่ขาดอยู่จำเลยที่ 2 ยังต้องรับผิดอยู่ตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางแพ่ง เมื่อปรากฏตามคำร้องของผู้ร้องว่า จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้แก่ผู้บริหารแผนยังไม่ครบถ้วนและการดำเนินการตามแผนเป็นเรื่องในอนาคตซึ่งไม่แน่นอนว่าผู้บริหารแผนจะสามารถดำเนินการได้สำเร็จหรือไม่ และแม้ว่าในอนาคตโจทก์เดิมอาจจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วนตามแผน โจทก์เดิมก็ยังมีสิทธิเรียกร้องหนี้ส่วนที่ขาดจากผู้ร้องอยู่ ที่ผู้ร้องอ้างว่าแผนกำหนดให้โจทก์เดิมปลดภาระการประกันจากผู้ค้ำประกันของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นข้อกำหนดให้ผู้ค้ำประกันหรือลูกหนี้ร่วมหลุดพ้นความรับผิดไปเสียทีเดียว โดยไม่คำนึงว่าเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้วหรือไม่ ถือว่าขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อกำหนดดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์เดิมและผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ร้องชำระหนี้ได้และมีสิทธิบังคับคดีทรัพย์จำนองของผู้ร้องโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า มีเหตุจะต้องเพิกถอนการยึดที่ดินของผู้ร้องตามคำร้องหรือไม่ เห็นว่า คำสั่งศาลซึ่งเห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกัน หรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จำนองจึงต้องรับผิดต่อโจทก์เดิม สำหรับความรับผิดของผู้ร้องมีต่อโจทก์เดิมเพียงใด ย่อมเป็นไปตามกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง แม้ได้ความจากทางนำสืบของผู้ร้องว่า การตกลงว่าจะให้มีการปลดภาระหนี้ของผู้ค้ำประกันนั้น เจ้าหนี้ผู้มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ในมูลหนี้ค้ำประกันได้ประชุมหารือกันจนได้ข้อยุติว่าให้ปลดภาระค้ำประกันของผู้ค้ำประกันได้ และเจ้าหนี้ที่มีภาระหนี้ค้ำประกันร่วมพิจารณาเห็นชอบในเนื้อหาหนังสือปลดภาระค้ำประกันแล้วก็ตาม แต่ผลของคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนมีผลเฉพาะตัวจำเลยที่ 1 (ลูกหนี้) ในคดีฟื้นฟูกิจการเท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้วมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผน ส่วนบุคคลอื่นซึ่งต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 (ลูกหนี้) จะต้องรับผิดเช่นไรต้องเป็นไปตามกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งว่าด้วยความรับผิดของบุคคลทางแพ่ง ดังนี้ ในส่วนตัวจำเลยที่ 1 (ลูกหนี้) ย่อมได้รับการปลดเปลื้องความรับผิดในส่วนที่ขาดโดยผลของกฎหมายฟื้นฟูกิจการ แต่ในส่วนผู้ร้องผู้จำนองจะหลุดพ้นความรับผิดก็ต่อเมื่อหนี้นั้นได้ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 การที่แผนฟื้นฟูกิจการในคดีดังกล่าวกำหนดให้เจ้าหนี้ต้องทำหนังสือปลดภาระการจำนองว่า เมื่อเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้นครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในแผนแล้ว เจ้าหนี้ยินยอมปลดภาระจำนองที่ผู้จำนองมีต่อเจ้าหนี้และให้ผู้จำนองสิ้นความผูกพันตามสัญญาทุกฉบับที่ได้ทำไว้กับเจ้าหนี้นั้น ย่อมเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง ดังกล่าว อันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อกำหนดดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ผู้ร้องในฐานะผู้จำนองจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ส่วนที่ขาด ผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ย่อมมีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของผู้ร้องได้ กรณีไม่มีเหตุจะเพิกถอนการยึดที่ดินของผู้ร้องตามคำร้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องนั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11248/2556 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์อัลฟาแคปปิตอล จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน โจทก์ บริษัทแอล พี เอ็น กรุ๊ป จำกัด ผู้ร้อง บริษัทแอล พี เอ็น เพลทมิล จำกัด (มหาชน) กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์อัลฟาแคปปิตอล จำกัดผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน · ผู้ร้อง - บริษัทแอล พี เอ็น กรุ๊ป จำกัด · จำเลย - บริษัทแอล พี เอ็น เพลทมิล จำกัด (มหาชน) กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมควร วิเชียรวรรณ · อร่าม เสนามนตรี · วีระพล ตั้งสุวรรณ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายสุรพล คงลาภ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำทก.(ค)317/2553

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1099/2550ฎีกา 2229/2566ฎีกา 5190/2546ฎีกา 5465-5466/2555ฎีกา 8810/2543ฎีกา 3803/2565ฎีกา 4238/2539ฎีกา 7200/2540ฎีกา 1428-1429/2545ฎีกา 933/2560ฎีกา 9091/2538ฎีกา 963/2539ฎีกา 961/2566ฎีกา 1783/2551ฎีกา 583/2548ฎีกา 3318/2545ฎีกา 8732/2549ฎีกา 4332/2536ฎีกา 5236/2542ฎีกา 4823/2548ฎีกา 9072/2547ฎีกา 2277/2543ฎีกา 6607/2560ฎีกา 170/2547
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา