⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 12094/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12094/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
อำนาจฟ้องที่บริบูรณ์แล้วยังคงมีผลอยู่ต่อไป แม้ภายหลังการฟ้องคดีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะถูกโอนไปยังบุคคลอื่นก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ขณะที่โจทก์เสนอคำฟ้องต่อศาล โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่ซึ่งอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยละเมิดสิทธิของโจทก์ แม้ภายหลังฟ้องคดีแล้ว โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว อำนาจฟ้องของโจทก์ที่บริบูรณ์อยู่แล้วยังคงมีผลอยู่ต่อไป อีกทั้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มีผลผูกพันจำเลยทั้งสี่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง กับไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ต้องระงับสิ้นไป เมื่อจำเลยทั้งสี่ซึ่งแพ้คดีมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษานั้นได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.271

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 9392 และ 31476 ตำบลสีลม (สาธร) อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ เลขที่ 731 และ 733 ถนนสีลมเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร และส่งมอบที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างในสภาพเรียบร้อยคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 40,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2546) จนกว่าจะส่งมอบที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2550 และในวันเดียวกันจำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องว่า คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2550 จำเลยทั้งสี่ตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร พบว่าโจทก์ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9392 และ 31476 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์เลขที่731 และ 733 ให้แก่นายกฤษนันท์ ไปเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2549 โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอีกต่อไป ไม่มีสิทธิขอให้บังคับคดีขับไล่จำเลยทั้งสี่ ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุเพิกถอนหมายบังคับคดี ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นได้ความว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสี่และบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 9392 และ 31476 ตำบลสีลม (สาธร) อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โดยไม่มีการขอทุเลาการบังคับคดี จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์จึงขอบังคับคดีศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2550 แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่10 พฤศจิกายน 2549 โจทก์ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นายกฤษนันท์ ไปแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่าโจทก์มีสิทธิที่จะบังคับคดีขับไล่จำเลยทั้งสี่และบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทได้หรือไม่ เห็นว่า ขณะที่โจทก์เสนอคำฟ้องต่อศาล โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาท โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่ซึ่งอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยละเมิดสิทธิของโจทก์ แม้ภายหลังฟ้องคดีแล้ว โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทให้แก่บุคคลอื่นไปแล้วก็ตาม แต่อำนาจฟ้องของโจทก์ที่บริบูรณ์อยู่แล้วก็ยังคงมีผลอยู่ต่อไป อีกทั้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย จึงมีผลผูกพันจำเลยทั้งสี่อยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบกับไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ต้องระงับสิ้นไปด้วย เมื่อจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาท กับชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงชอบที่จะบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องเพิกถอนการบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสี่มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12094/2556 นายวิชัย พละพงค์พานิช โจทก์ บริษัทเหมืองแร่สากล จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายวิชัย พละพงค์พานิช · จำเลย - บริษัทเหมืองแร่สากล จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิวรรต นิ่มละมัย · ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์ · ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นางสาวสมปรารถนา เกิดสว่างเนตร · ศาลอุทธรณ์ - นายธนัทกฤตย์ วงศ์นิติอังกูร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.3930/2554

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 795/2543ฎีกา 1721/2528ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 3219/2534ฎีกา 1889/2511ฎีกา 4549/2540ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2345/2540ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 161/2507ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา