⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3194/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3194/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำโดยประมาทของจำเลยแตกต่างจากที่บรรยายในฟ้อง เป็นข้อเท็จจริงที่มิใช่ข้อเท็จจริงอันเป็นการกระทำโดยประมาทของจำเลยตามที่บรรยายในฟ้อง ต้องห้ามมิให้ศาลพิพากษาตาม

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำประมาทของจำเลยว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์ด้วยความเร็วและเปลี่ยนช่องเดินรถโดยกะทันหัน เข้าไปเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับในช่องเดินรถของผู้ตาย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่ทางพิจารณาโจทก์ทั้งสองนำสืบว่า ก่อนเกิดเหตุมีรถจักรยานยนต์ที่ขับคู่กันมาเบียดรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับล้มลงในช่องเดินรถช่องที่ 1 ขณะผู้ตายกำลังจะลุกขึ้น จำเลยซึ่งขับรถตามหลังมาในช่องเดินรถที่ 2 ได้เปลี่ยนช่องเดินรถเข้ามาในช่องเดินรถที่ 1 โดยขณะขับรถจำเลยกำลังใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่พูดคุย เป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยขับชนผู้ตาย ดังนี้ เหตุที่ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์เสียหลักล้มลงไม่ได้เกิดจากการที่จำเลยขับรถเปลี่ยนช่องเดินรถมาเฉี่ยวชนตามที่โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้อง และขณะที่จำเลยขับรถพุ่งเข้าชนนั้น ผู้ตายและรถของผู้ตายล้มลงบนถนนแล้ว มิใช่ผู้ตายกำลังขับรถจักรยานยนต์อยู่บนถนนตามที่โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้อง รวมทั้งข้อที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่าจำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่พูดคุยในขณะขับรถยนต์นั้น โจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้กล่าวในฟ้อง ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองนำสืบเกี่ยวกับการกระทำประมาทของจำเลยดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงอันเป็นการกระทำโดยประมาทของจำเลยตามที่โจทก์ทั้งสองบรรยายมาในฟ้อง ต้องห้ามมิให้ศาลพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.291

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 จำคุก 3 ปี และปรับ 10,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำประมาทของจำเลยว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์ด้วยความเร็วและเปลี่ยนช่องเดินรถโดยกะทันหัน เข้าไปเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับมาด้วยความระมัดระวังในช่องเดินรถของผู้ตาย เป็นเหตุให้ผู้ตายรับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของจำเลย เป็นการบรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถเร็วและเปลี่ยนช่องเดินรถโดยประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับมาตามปกติในช่องเดินรถของผู้ตาย และการเฉี่ยวชนดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่ในทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า ก่อนเกิดเหตุมีรถจักรยานยนต์สองคันขับคู่กันมาในช่องเดินรถช่องที่ 1 ติดทางเท้า แล้วคนขับรถจักรยานยนต์คันซ้ายได้ขับรถเบี่ยงออกไปทางขวา รถจักรยานยนต์คันขวาที่ผู้ตายขับล้มลงทางซ้าย ส่วนผู้ตายล้มลงทางขวาของรถ และขณะผู้ตายกำลังจะลุกขึ้น จำเลยซึ่งขับรถยนต์ตามหลังมาในทิศทางเดียวกันในช่องเดินรถที่ 2 ได้เปลี่ยนช่องเดินรถเข้ามาขับในช่องเดินรถที่ 1 โดยขณะขับรถจำเลยกำลังใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่พูดคุย เป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยขับชนผู้ตาย แสดงว่าก่อนเกิดเหตุรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับเสียหลักล้มลงอันเนื่องจากรถจักรยานยนต์คันซ้ายที่ขับคู่กันมาเบียดไปทางรถที่ผู้ตายขับ เมื่อรถผู้ตายและผู้ตายล้มลงกับพื้นถนนแล้ว จำเลยซึ่งขับรถตามหลังมาในช่องที่ 2 และเปลี่ยนช่องเดินรถไปช่องที่ 1 ได้พุ่งชนผู้ตายและรถผู้ตาย ดังนี้ เหตุที่ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์เสียหลักล้มลงจึงไม่ได้เกิดจากการที่จำเลยขับรถเปลี่ยนช่องเดินรถมาเฉี่ยวชนตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง และขณะที่จำเลยขับรถยนต์พุ่งเข้าชนนั้น ผู้ตายและรถของผู้ตายล้มลงบนถนนแล้ว มิใช่ผู้ตายกำลังขับรถจักรยานยนต์อยู่บนถนนตามที่โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องแต่อย่างใด รวมทั้งข้อที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า จำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่พูดคุยในขณะขับรถยนต์นั้น โจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้กล่าวว่าเป็นการกระทำโดยประมาทของจำเลยว่าไว้ในฟ้อง ดังนี้ ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองนำสืบเกี่ยวกับการกระทำประมาทของจำเลยดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงอันเป็นการกระทำโดยประมาทของจำเลยตามที่โจทก์ทั้งสองบรรยายมาในฟ้อง กรณีจึงต้องห้ามมิให้ศาลพิพากษาในข้อที่โจทก์ทั้งสองไม่ได้กล่าวมาในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3194/2556 นายประสิทธิ์ ศิริรัตน์ กับพวก โจทก์ นางสาวสุธาวัลย์ ผลสวัสดิ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายประสิทธิ์ ศิริรัตน์ กับพวก · จำเลย - นางสาวสุธาวัลย์ ผลสวัสดิ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อิสสระ นิ่มละมัย · กรองเกียรติ คมสัน · ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายสมศักดิ์ ประกอบแสงสวย · ศาลอุทธรณ์ - นายจรัญ รัตตมณี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.7811/2552

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9114/2552ฎีกา 681/2491ฎีกา 712/2559ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1795/2493ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1220/2510ฎีกา 620/2490ฎีกา 1368/2509ฎีกา 1294/2509ฎีกา 884/2484ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 2108/2536ฎีกา 831/2532ฎีกา 514/2486ฎีกา 1857/2492ฎีกา 278/2484ฎีกา 1271/2498ฎีกา 4328/2556
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา