⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8337/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8337/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิด และไม่มีส่วนประมาทในการกระทำนั้น คำขอของผู้เสียหายให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม แม้จำเลยจะยื่นฎีกาก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า น. มีส่วนประมาท จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 291 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของ น. ย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทน น. ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 กับยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 253 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "...คำขอของผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมิให้เรียกค่าธรรมเนียม" ให้หมายรวมถึงกรณีจำเลยยื่นฎีกาด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.5 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.253

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 จำเลยให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณานางดวงใจ ภริยานายน้อย ผู้ตายและนายยนต์ บิดานายเด่น ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291) โดยเรียกนางดวงใจว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เรียกนายยนต์ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ ค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดไร้อุปการะในส่วนของโจทก์ร่วมที่ 1 และเด็กชาย อ. บุตรผู้ตาย เป็นเงิน 2,080,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงิน 1,040,000 บาท จำเลยยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกคำร้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับมอบเช็คจำนวนเงิน 150,000 บาท จากบริษัทคูเนียร์ประกันภัย จำกัด ซึ่งรับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยขับ โจทก์ร่วมที่ 2 แถลงไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะแล้ว เห็นว่า จำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี กำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อ 1 ครั้ง เป็นเวลา 1 ปี ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและห้ามดื่มสิ่งมึนเมาทุกชนิด ให้จำเลยทำงานบริการสังคมเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ภายในกำหนด 1 ปี (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56) ยกฟ้องคดีส่วนแพ่ง โจทก์ร่วมที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คดีส่วนอาญาโทษปรับ 5,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ในคดีส่วนแพ่งให้จำเลยชดใช้ค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดไร้อุปการะ และค่าปลงศพ รวมเป็นเงิน 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีนับแต่วันกระทำละเมิดคือ วันที่ 3 มีนาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ร่วมที่ 1 มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่า นายน้อย ผู้ตาย สามีของโจทก์ร่วมที่ 1 มีส่วนประมาทด้วย เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ฎีกา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่า นายน้อยมีส่วนประมาทด้วย นายน้อยจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) โจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของนายน้อยย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนนายน้อยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 กับยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นางดวงใจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นอีก อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจากจำเลยนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "...คำขอของผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมิให้เรียกค่าธรรมเนียม" ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจากจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ เห็นควรคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของนางดวงใจ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้จำเลยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลต่างให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8337/2556 พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม โจทก์ นางดวงใจ เหล่าพ่วง กับพวก โจทก์ร่วม นายจีระวัฒน์ จิวรรจนะโรดม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม · โจทก์ร่วม - นางดวงใจ เหล่าพ่วง กับพวก · จำเลย - นายจีระวัฒน์ จิวรรจนะโรดม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พศวัจณ์ กนกนาก · อภิรัตน์ ลัดพลี · ธงชัย เสนามนตรี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครปฐม - นางประไพ เอื้อไพจิตร คงใหม่ · ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายภิญโญ แสงภู่
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1233/2555

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 8080/2538ฎีกา 313/2526ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 754/2486ฎีกา 3593/2529ฎีกา 2252/2560ฎีกา 11720/2555ฎีกา 389/2542ฎีกา 5138/2537ฎีกา 2794/2516ฎีกา 4697/2555ฎีกา 276/2520ฎีกา 858-861/2554ฎีกา 1813/2531ฎีกา 10552/2553ฎีกา 3620/2566ฎีกา 2894/2523ฎีกา 420-421/2507ฎีกา 2386/2541ฎีกา 2027/2536ฎีกา 954/2502ฎีกา 183/2526
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา