⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 14811/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14811/2557

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "ได้มีคำพิพากษาแล้วจึงไม่จำต้องสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับ" ถือเป็นคำสั่งไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับ และการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางยังคงดำเนินต่อไปได้ แม้จะมีการอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

มีการส่งคำบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางโดยชอบแล้ว แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานกลางต่อศาลฎีกาซึ่งอาจมีผลถึงจำเลยที่ 1 ที่ไม่ได้อุทธรณ์ด้วย และจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ แต่ศาลฎีกามีคำสั่งว่า ได้มีคำพิพากษาแล้วจึงไม่จำต้องสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับ มีผลเท่ากับศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ดังนั้นการเริ่มต้นบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางยังคงดำเนินต่อไป คำบังคับของศาลแรงงานกลางที่ให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาจึงมีผลใช้บังคับอยู่ ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง จึงไม่จำต้องออกคำบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาซ้ำอีก เมื่อระยะเวลาที่กำหนดไว้เพื่อให้ปฏิบัติตามคำบังคับล่วงพ้นไปแล้ว การที่ศาลแรงงานกลางออกหมายบังคับคดีจึงเป็นไปตามขั้นตอนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 แล้ว ไม่มีเหตุที่จะให้เพิกถอนหมายบังคับคดี

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.276 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกจ้างของโจทก์และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 259,348 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดี ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 259,348 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 19 มีนาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลแรงงานกลางออกคำบังคับลงวันที่ 27 สิงหาคม 2547 บังคับให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามคำพิพากษาแก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับคำบังคับเป็นต้นไป ถ้าไม่ปฏิบัติตามคำบังคับภายในระยะเวลาหรือเงื่อนไขดังกล่าว จะต้องถูกยึดทรัพย์หรือถูกจับและจำขังดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และส่งคำบังคับให้จำเลยที่ 1 โดยมีผู้รับไว้แทนเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2547 ส่วนจำเลยที่ 2 ส่งคำบังคับให้ไม่ได้ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานกลางต่อศาลฎีกา ต่อมาศาลฎีกาพิพากษายืน ศาลแรงงานกลางได้ออกคำบังคับให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาภายใน 15 วัน และส่งคำบังคับให้จำเลยที่ 2 โดยมีผู้รับไว้แทน เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามคำบังคับแล้วจำเลยทั้งสองมิได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ศาลแรงงานกลางได้ออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2551 ตามคำร้องขอของโจทก์ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องลงวันที่ 7 ธันวาคม 2553 ขอให้ศาลแรงงานกลางเพิกถอนหมายบังคับคดี อ้างว่ายังไม่ได้มีการส่งคำบังคับกำหนดระยะเวลาให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาเสียก่อน ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า มีการส่งคำบังคับให้จำเลยที่ 1 โดยชอบแล้วตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2547 ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ทราบคำบังคับโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 272 และมาตรา 273 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 กรณีจึงไม่มีเหตุตามคำร้อง ให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนหมายบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า เมื่อมีการส่งคำบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางโดยชอบแล้วตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2547 แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 จะได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานกลางต่อศาลฎีกาซึ่งอาจมีผลถึงจำเลยที่ 1 ที่ไม่ได้อุทธรณ์ด้วย และได้ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับตามคำร้องลงวันที่ 7 กันยายน 2547 ไว้ด้วยก็ตาม แต่ศาลฎีกามีคำสั่งว่า ได้มีคำพิพากษาแล้วจึงไม่จำต้องสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับดังกล่าว มีผลเท่ากับว่าศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ดังนั้นการเริ่มต้นบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางยังคงดำเนินต่อไป คำบังคับของศาลแรงงานกลางที่ให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาจึงมีผลใช้บังคับอยู่ ทั้งต่อมาปรากฏว่าศาลฎีกาได้พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางโดยมิได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด จึงไม่จำต้องออกคำบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาซ้ำอีก เมื่อระยะเวลาที่กำหนดไว้เพื่อให้ปฏิบัติตามคำบังคับได้ล่วงพ้นไปแล้ว การที่ศาลแรงงานกลางออกหมายบังคับคดีจึงเป็นการออกหมายบังคับคดีที่เป็นไปตามขั้นตอนดังที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 276 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่นำมาใช้กับคดีแรงงานโดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 กรณีไม่มีเหตุที่จะให้เพิกถอนหมายบังคับคดี ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2553 นั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14811/2557 บริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด โจทก์ นายวิสูตร เปียวัฒน์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด · จำเลย - นายวิสูตร เปียวัฒน์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บูรณ์ ฐาปนดุลย์ · ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ · ปดารณี ลัดพลี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายไพโรจน์ นิติกรไชยรัตน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำร.292/2554

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2894/2532ฎีกา 4715/2542ฎีกา 4359/2540ฎีกา 171/2513ฎีกา 10217/2551ฎีกา 2522/2531ฎีกา 4838/2548ฎีกา 685/2550ฎีกา 1968/2533ฎีกา 2328/2533ฎีกา 8875/2542ฎีกา 5086/2537ฎีกา 1649/2498ฎีกา 5111/2543ฎีกา 2572/2541ฎีกา 2093/2532ฎีกา 1081/2549ฎีกา 5712/2541ฎีกา 1371/2536ฎีกา 5094/2565ฎีกา 584/2536ฎีกา 3260/2528ฎีกา 109/2540ฎีกา 15617/2558
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา