⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 18280/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18280/2557

ป.อาญา ม.29 · พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ม.5

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2553 ให้ยกเว้นโทษกักขังแทนค่าปรับสำหรับนักโทษเด็ดขาดที่ยังไม่ถูกกักขังแทนค่าปรับ แต่ไม่ยกเว้นโทษปรับ.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นนักโทษเด็ดขาดและยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับก่อนที่พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 ใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว บัญญัติว่า "ผู้ต้องโทษ ดังต่อไปนี้ ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป (1) ผู้ต้องกักขัง..." และมาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า "กรณีผู้ต้องกักขังตามวรรคหนึ่ง (1) ซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาดและยังไม่ได้รับโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับ ให้ผู้ต้องกักขังนั้นได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไปในส่วนของโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือในส่วนของการกักขังแทนค่าปรับ แล้วแต่กรณี" ดังนั้น จำเลยจึงได้รับประโยชน์ตามมาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เฉพาะในส่วนที่ไม่ต้องถูกกักขังแทนค่าปรับหากจำเลยยังไม่ชำระค่าปรับ แต่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวไม่ได้ให้จำเลยพ้นจากโทษปรับด้วย โทษปรับตามคำพิพากษาของจำเลยยังคงมีอยู่ เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าปรับ โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินของจำเลยจำนวน 100,000 บาท ได้ กรณีไม่มีเหตุที่จะยกเลิกหมายบังคับคดีและคืนเงินดังกล่าวให้แก่จำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 ม.5

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 10 ปี และปรับ 650,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี และปรับ 325,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปีได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2552 และวันที่ 30 เมษายน 2552 ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกและกักขังเมื่อคดีถึงที่สุด โดยระบุในหมายดังกล่าวว่า คดีถึงที่สุดวันที่ 27 เมษายน 2552 ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2553 โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีเพื่อแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยแทนค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้รับประโยชน์จากพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 ในส่วนของโทษปรับแล้ว การตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินและอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยเพื่อนำมาชำระค่าปรับจึงยุติ ขอให้ยกเลิกหมายบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 (3) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้จะมีการพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 มาตรา 5 วรรคสอง ให้ผู้ต้องโทษกักขังแทนค่าปรับได้รับพระราชทานอภัยโทษโดยได้รับการปล่อยตัว แต่การพระราชทานอภัยโทษดังกล่าวเป็นการพระราชทานอภัยโทษเฉพาะการกักขังแทนค่าปรับเท่านั้น ไม่ได้พระราชทานอภัยโทษค่าปรับ กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะให้เพิกถอนการบังคับคดี ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกเลิกหมายบังคับคดีลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 ที่ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยเพื่อนำเงินมาชำระค่าปรับ กับให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้ที่ไม่มีสิทธิยึดถือไว้คืนทรัพย์สินของจำเลยที่ได้ยึดหรืออายัดไว้ตามหมายบังคับคดีฉบับดังกล่าวแก่จำเลย โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องชำระค่าปรับตามคำพิพากษาเพราะไม่ได้รับประโยชน์จากพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นนักโทษเด็ดขาดและยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับก่อนที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว บัญญัติว่า "ผู้ต้องโทษ ดังต่อไปนี้ ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป (1) ผู้ต้องกักขัง..." และมาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า "กรณีผู้ต้องกักขังตามวรรคหนึ่ง (1) ซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาดและยังไม่ได้รับโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับ ให้ผู้ต้องกักขังนั้นได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไปในส่วนของโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือในส่วนของการกักขังแทนค่าปรับ แล้วแต่กรณี" ดังนั้น จำเลยจึงได้รับประโยชน์ตามมาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เฉพาะในส่วนที่ไม่ต้องถูกกักขังแทนค่าปรับหากจำเลยจะยังไม่ชำระค่าปรับ พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวไม่ได้ให้จำเลยพ้นจากโทษปรับด้วย โทษปรับตามคำพิพากษาของจำเลยยังคงมีอยู่ เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าปรับ โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินของจำเลยจำนวน 100,000 บาท ได้ กรณีไม่มีเหตุที่จะยกเลิกหมายบังคับคดีและคืนเงินดังกล่าวให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18280/2557 พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน โจทก์ นายสมบูรณ์ จันตา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน · จำเลย - นายสมบูรณ์ จันตา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นิพันธ์ ช่วยสกุล · ปริญญา ดีผดุง · อธิคม อินทุภูติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดลำพูน - นายสมศักดิ์ ทิมพิทักษ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายเดชวิมล สุมาวงศ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3546/2555

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6538/2562ฎีกา 2936/2564ฎีกา 4577/2558ฎีกา 1089/2559ฎีกา 11320/2556ฎีกา 9647/2557ฎีกา 1854/2563ฎีกา 1360/2555ฎีกา 2962/2523ฎีกา 512/2559ฎีกา 2920/2554ฎีกา 5610/2558ฎีกา 6661/2561ฎีกา 5048/2550ฎีกา 7149/2558ฎีกา 6092/2564ฎีกา 1872/2563ฎีกา 647/2563ฎีกา 10741/2559ฎีกา 13646/2558ฎีกา 2600/2563ฎีกา 5061/2561ฎีกา 8479/2560ฎีกา 7526/2561
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา