⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 18280/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18280/2557

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2553 ให้ยกเว้นโทษกักขังแทนค่าปรับสำหรับนักโทษเด็ดขาดที่ยังไม่ถูกกักขังแทนค่าปรับ แต่ไม่ยกเว้นโทษปรับ.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นนักโทษเด็ดขาดและยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับก่อนที่พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 ใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว บัญญัติว่า "ผู้ต้องโทษ ดังต่อไปนี้ ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป (1) ผู้ต้องกักขัง..." และมาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า "กรณีผู้ต้องกักขังตามวรรคหนึ่ง (1) ซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาดและยังไม่ได้รับโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับ ให้ผู้ต้องกักขังนั้นได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไปในส่วนของโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือในส่วนของการกักขังแทนค่าปรับ แล้วแต่กรณี" ดังนั้น จำเลยจึงได้รับประโยชน์ตามมาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เฉพาะในส่วนที่ไม่ต้องถูกกักขังแทนค่าปรับหากจำเลยยังไม่ชำระค่าปรับ แต่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวไม่ได้ให้จำเลยพ้นจากโทษปรับด้วย โทษปรับตามคำพิพากษาของจำเลยยังคงมีอยู่ เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าปรับ โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินของจำเลยจำนวน 100,000 บาท ได้ กรณีไม่มีเหตุที่จะยกเลิกหมายบังคับคดีและคืนเงินดังกล่าวให้แก่จำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 ม.5

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 10 ปี และปรับ 650,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี และปรับ 325,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปีได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2552 และวันที่ 30 เมษายน 2552 ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกและกักขังเมื่อคดีถึงที่สุด โดยระบุในหมายดังกล่าวว่า คดีถึงที่สุดวันที่ 27 เมษายน 2552 ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2553 โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีเพื่อแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยแทนค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้รับประโยชน์จากพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 ในส่วนของโทษปรับแล้ว การตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินและอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยเพื่อนำมาชำระค่าปรับจึงยุติ ขอให้ยกเลิกหมายบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 (3) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้จะมีการพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 มาตรา 5 วรรคสอง ให้ผู้ต้องโทษกักขังแทนค่าปรับได้รับพระราชทานอภัยโทษโดยได้รับการปล่อยตัว แต่การพระราชทานอภัยโทษดังกล่าวเป็นการพระราชทานอภัยโทษเฉพาะการกักขังแทนค่าปรับเท่านั้น ไม่ได้พระราชทานอภัยโทษค่าปรับ กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะให้เพิกถอนการบังคับคดี ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกเลิกหมายบังคับคดีลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 ที่ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยเพื่อนำเงินมาชำระค่าปรับ กับให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้ที่ไม่มีสิทธิยึดถือไว้คืนทรัพย์สินของจำเลยที่ได้ยึดหรืออายัดไว้ตามหมายบังคับคดีฉบับดังกล่าวแก่จำเลย โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องชำระค่าปรับตามคำพิพากษาเพราะไม่ได้รับประโยชน์จากพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นนักโทษเด็ดขาดและยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับก่อนที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว บัญญัติว่า "ผู้ต้องโทษ ดังต่อไปนี้ ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป (1) ผู้ต้องกักขัง..." และมาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า "กรณีผู้ต้องกักขังตามวรรคหนึ่ง (1) ซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาดและยังไม่ได้รับโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับ ให้ผู้ต้องกักขังนั้นได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไปในส่วนของโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือในส่วนของการกักขังแทนค่าปรับ แล้วแต่กรณี" ดังนั้น จำเลยจึงได้รับประโยชน์ตามมาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เฉพาะในส่วนที่ไม่ต้องถูกกักขังแทนค่าปรับหากจำเลยจะยังไม่ชำระค่าปรับ พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวไม่ได้ให้จำเลยพ้นจากโทษปรับด้วย โทษปรับตามคำพิพากษาของจำเลยยังคงมีอยู่ เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าปรับ โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินของจำเลยจำนวน 100,000 บาท ได้ กรณีไม่มีเหตุที่จะยกเลิกหมายบังคับคดีและคืนเงินดังกล่าวให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18280/2557 พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน โจทก์ นายสมบูรณ์ จันตา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน · จำเลย - นายสมบูรณ์ จันตา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นิพันธ์ ช่วยสกุล · ปริญญา ดีผดุง · อธิคม อินทุภูติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดลำพูน - นายสมศักดิ์ ทิมพิทักษ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายเดชวิมล สุมาวงศ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3546/2555

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2920/2554ฎีกา 4897/2550ฎีกา 4959/2547ฎีกา 6301/2533ฎีกา 880/2505ฎีกา 2599/2544ฎีกา 1585/2545ฎีกา 3287/2534ฎีกา 2987/2543ฎีกา 13584/2558ฎีกา 6722/2539ฎีกา 541/2517ฎีกา 1579/2521ฎีกา 5252/2559ฎีกา 3722/2547ฎีกา 14306/2553ฎีกา 6788/2559ฎีกา 13598/2556ฎีกา 6274/2554ฎีกา 1342/2538ฎีกา 1743/2540ฎีกา 543/2542ฎีกา 2966/2568ฎีกา 834/2510
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา